Jul 02 2009

เรื่องเล่าความสำเร็จใส่หัวใจในระบบสุขภาพ

ท่ามกลางปัญหาที่ก่อให้เกิดช่องว่างสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ในระบบสุขภาพกับผู้รับบริการ  และกำลังขยายความรุนแรงจนเกิดความไม่เชื่อมั่นและไว้ใจกันมากขึ้นในปัจจุบัน  ล้วนบั่นทอนกำลังใจในการทำงานและความภาคภูมิใจในวิชาชีพ  แต่ในวงอภิปราย  เรื่องเล่าความสำเร็จ  Humanized  Health  Care”  ซึ่งจัดขึ้นในการประชุมวิชาการเรื่อง  ระดมพลังสร้างระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ให้เต็มทุกอำเภอ 

               บุคลากรในระบบสุขภาพทั้งแพทย์  พยาบาล  ฯลฯ  ได้มาเล่าประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ากลับคืนมา  และสามารถขยายผลเกิดแรงบันดาลใจใจการทำงานสร้างการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของทั้งตนเอง  เพื่อนร่วมงาน  ผู้ป่วย  ญาติ  แม้กระทั่งชุมชน

               นางจรรยาวัฒน์  ทับจันทร์  ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  พยาบาลเป็นผู้ที่ต้องเจอผู้ป่วยก่อนพบแพทย์  ที่ผ่านมาพยาบาลชุมชนก็พยายามพัฒนามีการอบรม  ฝึกทักษะทำงานวิจัยเชิงลึกให้แก่พยาบาลที่มีใจอาสา  ฝึกการสังเกต  เปิดใจยอมรับฟังเพื่อเข้าถึงปัญหาของผู้ป่วย  และเกิดการแก้ไขที่ตรงจุดซึ่งตลอดระยะเวลาการทำงาน  3  ปี  มีพยาบาลเข้าร่วมกว่า  300  คน  และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน  ซึ่งมุมมองที่เปลี่ยนไปในการทำงานของพยาบาลได้ก่อให้เกิดเรื่องราวดี ๆ  ในชุมชนมากมาย

               น.ส. นงลักษณ์  วรรักษ์ธนานันท์  คลินิกสุขภาพจิตและจิตเวช  โรงพยาบาลตาคลี  จังหวัดนครสวรรค์  กล่าวว่า  สิ่งสำคัญของโรงพยาบาลตาคลีคือการใช้พฤติกรรมเอื้ออำนวยผ่านช่องทางการให้  5  ช่องทางคือ  ให้ความเมตตา อยากช่วยเหลือผู้ป่วยพ้นความทุกข์จากการเจ็บป่วยทั้งทางกายและจิตใจ  ให้เวลา  ในการเข้าไปสัมผัสความทุกข์ยาก  ความเดือดร้อน  ทำให้เราเข้าใจว่าเขาดำเนินชีวิตอย่างไร  ให้ข้อมูล  การดูแลตนเองที่มากพอ ให้ความหวัง แม้จะหมดหนทางการรักษา  และ ให้กำลังใจการปลอบใจ อ่านต่อ »

No responses yet

Jul 01 2009

การตรวจสุขภาพ ทำอะไรบ้าง

การดูแลสุขภาพต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก  เพราะโรคต่าง ๆไม่คอยใคร  บิดามารดา  ญาติพี่น้อง  ครูบาอาจารย์ต้องสอนลูกหลาน  ลูกศิษย์  เกี่ยวกับการมีพฤติกรรมในทางที่ดี  ในการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคต่าง ๆ  เพราะตั้งแต่เกิดมาหลอดเลือดทั่วร่างกาย  เราจะเริ่มต้นตีบทีละเล็กละน้อย  จนตีบร้อยละ  70  จึงจะมีอาการ  ซึ่งจะสายไปเสียแล้ว

               คนไทย  10  ล้านคนที่เป็นโรคความดันเลือดอาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย

               ฉะนั้นแพทย์  บิดามาดารสังคม   จึงต้องแนะนำเยาวชนให้กินอาหารเพิ่มสุขภาพ  (ผักปลา  ผลไม้  เป็นหลัก)  ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ  (เดิน  วิ่ง  ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน  เต้นแอโรบิก  ครั้งละ  30  นาที  อย่างน้อย  3  ครั้ง / สัปดาห์)  ไม่สูบบุหรี่  ไม่ดื่มแอลกอฮอล์  ไม่ใช่ยาเสพติด  เมื่อถึงเวลาต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย  เดินสายกลางในชีวิต  ไม่เล่นการพนัน

               ทั้งนี้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ควรดูแลให้  ดัชนีมวลกาย  (body  mass  index – BMI)  อยู่ต่ำกว่า  23  (BMI  คือ  น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง)  และพุงชายเล็กกว่า 90  เซนติเมตร  พุงหญิงเล็กกว่า 80  เซนติเมตร

               ถ้าปฏิบัติได้ก็จะลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย  โดยไม่เสียงบประมาณอะไรมากมาย

               ถึงแม้ทำทุกอย่างแล้วตามนี้แล้วก็น่าจะไปพบแพทย์เมื่ออายุ  30  ปี  หรือเร็วกว่านี้  ถ้ามีกำลังทรัพย์  (หรือถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคต่าง ๆ  เช่น  ตับ  มะเร็ง  ฯลฯ)  ถึงแม้จะสวยดี  เพื่อคุยกับแพทย์  แพทย์จะได้มีประวัติ  ข้อมูลเบื้องต้นไว้  เช่น  ความสูง  ความดันเลือดชีพจน  น้ำหนักตัว  เป็นพื้นฐานไว้  เพราะคนไทย  10  ล้านคนที่เป็นโรคความดันเลือดอาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย  แต่ถ้าไม่ไปตรวจอาจอยู่ดี ๆ  เป็นอัมพาตไปเลย  จากหลอดเลือดในสมองแตก

 

               ถ้าสบายดี  เมื่อไรจึงควรไปตรวจ  แล้วแต่เศรษฐฐานะ  ความอ้วน  ญาติพี่น้อง  ว่าเป็นโรคอะไรหรือไม่ 

               การตรวจร่างกายอาจพิจารณาเลือกตรวจดังนี้

  1. ปัสสาวะ

               การตรวจปัสสาวะจะบอกอะไรได้หลายอย่าง  เช่น  การมีเม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาวมากผิดปกติ  อาจนึกถึงการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ  การมีนิ่วหรือการที่มีไข่ขาว     (อัลบูมิน)  อาจต้องคิดถึงโรคไต

  1. อุจจาระ

               ดูลักษณะของอุจจาระ  สี  มูก  ดูว่ามีเลือดสดหรือไม่  อุจจาระมีไขมันหรือไม่  ดูเม็ดเลือดแดง  ขาว  เชื้อโรค  จากกล้องจุลทรรศน์  จะช่วยบอกว่ามีเลือดออกจากระบบทางเดินอาหารหรือไม่  ดูไข่พยาธิ  โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินปลาร้าดิบ  ถ้าแม้นานมาแล้ว  เพราะอาจพบไข่ของพยาธิใบไม้ในตับ  ซึ่งถ้าไม่รักษา  อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งของท่อน้ำดีในตับได

  1. เลือด

               การตรวจดูเม็ดเลือดแดง  ขาว  เกล็ดเลือด  (Complete  blood  count,  CBC)  ดูว่าเลือดจางหรือไม่  เม็ดเลือดขาวสูงหรือต่ำ  มีการติดเชื้อโรคหรือไม่  เช่น ถ้ามีการติดเชื้อโรค  เม็ดเลือดขาวอาจสูง  สำหรับผู้ที่มีเชื้อไวรัส  เม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ  ถ้ามีเกล็ดเลือดน้อยไป  อาจเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดออก      

               น้ำตาลกลูโคสเพื่อดูโรคเบาหวาน  โรคตับอ่อนอักเสบ  ปกติค่าน้ำตาลระหว่างที่อดอาหารควรจะอยู่ต่ำว่า  100  มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ถ้าน้ำตาลอยู่ระหว่าง  101 126  มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ถือว่าเป็น  ว่าที่  เบาหวาน  การตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลในเลือดควรทำหลังอดอาหารมาแล้ว  12  ชั่วโมง  เช่น  กินอาหารค่ำ  19.00  แล้วไม่กินอะไรเลย  ยกเว้นน้ำเปล่าและควรตรวจเลือดอย่างน้อย  12  ชั่วโมงหลังจากนั้น  คือ 07.00  น.  ของวันรุ่งขึ้น

 

               ไขมันในเลือด  แพทย์มักตรวจคอเลสเตอรอล  ไตรกลีเซอไรด์  และหาค่าเอชดีแอล  (HDL – high  density  lipoprotein)  เป็นไขมันที่ดีช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ)  แอลดีแอล  (LDL – low  density  lipoprotein)  ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป  และต้องควรควบคุมให้ต่ำกว่า  100  มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ  หรือโรคเบาหวาน  ต้องควบคุมให้ต่ำกว่า  100  มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)  ดูโรคเกาต์  (กรดยูริก)  ดูการทำงานของไต  ตับ  การแข็งตัวของเลือด

               อาจตรวจหาเชื้อไวรัสตับเอ  บี  และซี  ถ้าไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิต้านทาน  อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ  และบี  ถ้ามีเชื้อบีและซีแล้ว   ควรปรึกษาแพทย์  เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ  ติดต่อได้จากการกินอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยต่าง ๆ  ที่ดิบ  หรือดิบ ๆ  สุก ๆ  สวนไวรัสตัวอักเสบบี  ซี  ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์  กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย  และจากการใช้ยาเสพติด  โดยการใช้เข็มฉีดที่สกปรกร่วมกัน อ่านต่อ »

No responses yet

Next »