การดูแลสุขภาพต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก เพราะโรคต่าง ๆไม่คอยใคร บิดามารดา ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ต้องสอนลูกหลาน ลูกศิษย์ เกี่ยวกับการมีพฤติกรรมในทางที่ดี ในการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคต่าง ๆ เพราะตั้งแต่เกิดมาหลอดเลือดทั่วร่างกาย เราจะเริ่มต้นตีบทีละเล็กละน้อย จนตีบร้อยละ 70 จึงจะมีอาการ ซึ่งจะสายไปเสียแล้ว
“คนไทย 10 ล้านคนที่เป็นโรคความดันเลือดอาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย”
ฉะนั้นแพทย์ บิดามาดารสังคม จึงต้องแนะนำเยาวชนให้กินอาหารเพิ่มสุขภาพ (ผักปลา ผลไม้ เป็นหลัก) ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก ครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้ง / สัปดาห์) ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช่ยาเสพติด เมื่อถึงเวลาต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เดินสายกลางในชีวิต ไม่เล่นการพนัน
ทั้งนี้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ควรดูแลให้ ดัชนีมวลกาย (body mass index – BMI) อยู่ต่ำกว่า 23 (BMI คือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) และพุงชายเล็กกว่า 90 เซนติเมตร พุงหญิงเล็กกว่า 80 เซนติเมตร
ถ้าปฏิบัติได้ก็จะลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย โดยไม่เสียงบประมาณอะไรมากมาย
ถึงแม้ทำทุกอย่างแล้วตามนี้แล้วก็น่าจะไปพบแพทย์เมื่ออายุ 30 ปี หรือเร็วกว่านี้ ถ้ามีกำลังทรัพย์ (หรือถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคต่าง ๆ เช่น ตับ มะเร็ง ฯลฯ) ถึงแม้จะสวยดี เพื่อคุยกับแพทย์ แพทย์จะได้มีประวัติ ข้อมูลเบื้องต้นไว้ เช่น ความสูง ความดันเลือดชีพจน น้ำหนักตัว เป็นพื้นฐานไว้ เพราะคนไทย 10 ล้านคนที่เป็นโรคความดันเลือดอาจไม่มีอาการปวดหัวอะไรเลย แต่ถ้าไม่ไปตรวจอาจอยู่ดี ๆ เป็นอัมพาตไปเลย จากหลอดเลือดในสมองแตก
ถ้าสบายดี เมื่อไรจึงควรไปตรวจ แล้วแต่เศรษฐฐานะ ความอ้วน ญาติพี่น้อง ว่าเป็นโรคอะไรหรือไม่
การตรวจร่างกายอาจพิจารณาเลือกตรวจดังนี้
- ปัสสาวะ
การตรวจปัสสาวะจะบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่น การมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวมากผิดปกติ อาจนึกถึงการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ การมีนิ่วหรือการที่มีไข่ขาว (อัลบูมิน) อาจต้องคิดถึงโรคไต
- อุจจาระ
ดูลักษณะของอุจจาระ สี มูก ดูว่ามีเลือดสดหรือไม่ อุจจาระมีไขมันหรือไม่ ดูเม็ดเลือดแดง ขาว เชื้อโรค จากกล้องจุลทรรศน์ จะช่วยบอกว่ามีเลือดออกจากระบบทางเดินอาหารหรือไม่ ดูไข่พยาธิ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินปลาร้าดิบ ถ้าแม้นานมาแล้ว เพราะอาจพบไข่ของพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งถ้าไม่รักษา อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งของท่อน้ำดีในตับได
- เลือด
การตรวจดูเม็ดเลือดแดง ขาว เกล็ดเลือด (Complete blood count, CBC) ดูว่าเลือดจางหรือไม่ เม็ดเลือดขาวสูงหรือต่ำ มีการติดเชื้อโรคหรือไม่ เช่น ถ้ามีการติดเชื้อโรค เม็ดเลือดขาวอาจสูง สำหรับผู้ที่มีเชื้อไวรัส เม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ ถ้ามีเกล็ดเลือดน้อยไป อาจเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดออก
น้ำตาลกลูโคสเพื่อดูโรคเบาหวาน โรคตับอ่อนอักเสบ ปกติค่าน้ำตาลระหว่างที่อดอาหารควรจะอยู่ต่ำว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าน้ำตาลอยู่ระหว่าง 101 – 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็น “ว่าที่” เบาหวาน การตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลในเลือดควรทำหลังอดอาหารมาแล้ว 12 ชั่วโมง เช่น กินอาหารค่ำ 19.00 แล้วไม่กินอะไรเลย ยกเว้นน้ำเปล่าและควรตรวจเลือดอย่างน้อย 12 ชั่วโมงหลังจากนั้น คือ 07.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
ไขมันในเลือด แพทย์มักตรวจคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และหาค่าเอชดีแอล (HDL – high density lipoprotein) เป็นไขมันที่ดีช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ) แอลดีแอล (LDL – low density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป และต้องควรควบคุมให้ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ต้องควบคุมให้ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ดูโรคเกาต์ (กรดยูริก) ดูการทำงานของไต ตับ การแข็งตัวของเลือด
อาจตรวจหาเชื้อไวรัสตับเอ บี และซี ถ้าไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิต้านทาน อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ และบี ถ้ามีเชื้อบีและซีแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อได้จากการกินอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยต่าง ๆ ที่ดิบ หรือดิบ ๆ สุก ๆ สวนไวรัสตัวอักเสบบี ซี ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และจากการใช้ยาเสพติด โดยการใช้เข็มฉีดที่สกปรกร่วมกัน อ่านต่อ »
Tags: การตรวจสุขภาพทำอะไรบ้าง