Posted by admin | Under Tips&Tools
วันอาทิตย์ มี.ค. 29, 2009
การรับประทานฮอร์โมนเพศทดแทนในวัยหมดประจำเดือน? หรือที่เรียกว่า? ?วัยทอง?? กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในขณะนี้? เนื่องจากในเดือนกรกฎาคม? 2545? ที่ผ่านมา? ได้มีการเปิดเผยผลงานการวิจัยของกลุ่มการศึกษาในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า? Wonen?s? Health? Intiative? (WHI)? ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์? JAMA? (Journal? of? Amarican? Medical? Association)? ?ซึ่งเป็นที่เชื่อถือได้? อีกทั้งได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันสุขภาพของ? สหรัฐ ฯ? (National? Insutitute? of? Health? เรียกย่อ? ๆ? ว่า NIH)
?????????????? โดยสรุปก็คือ? การรับประทานฮอร์โมนทดแทนมีโทษมากกว่าคุณ
?????????????? หลังจากนั้นก็เกิดความแตกตื่นสับสนไปทั่วทั้งหมดและคนไข้? วารสารดัง ๆ? อย่าง? Time? และ? Newsweek? ลงบทความเจาะลึกเกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าวหลายหน้า? แพทย์ผู้เกี่ยวข้องกับการดูแลสุภาพสตรีในวัยทองต่างออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการวิจัยดังกล่าวกันอย่างมาก? มาย? ดูเหมือนว่าผลงานวิจัยดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสน? เหมือนไปดึงปมด้ายที่ขมวดกันวุ่นวายอยู่แล้วให้แน่นยิ่งขึ้น? แทนที่จะช่วยคลี่คลายปมปัญหาที่มีอยู่แล้ว
?????????????? แล้วข้อเท็จจริงของการวิจัยดังกล่าวเป็นเช่นไรกันแน่? ก็เลยมีรายการคุณขอมาให้ช่วยเขียนถึงเรื่องนี้หน่อย? ผมจะนำเสนอประเด็นในการอธิบายเป็นสองตอนนะครับ? โดยช่วงแรกจะพูดถึงการรับประทานฮอร์โมนทดแทนในวัยทองก่อน? แล้วประเด็นถัดไปจึงจะกล่าวถึงข้อเท็จจริงสุด? ?ร้อน?? ของการวิจัยดังกล่าว
?????????????? วัยทอง? หรือวัยหมดระดู? (Menopause)? หมายถึงการที่รับไข่หยุดการทำงานอย่างถาวร อาจจะเป็นสาเหตุตามธรรมชาติ? หรือเพราะโดนทำลาย? เช่น? การผ่าตัด? การฉายรังสีก็ได้? รังไข่มีหน้าที่สองอย่างที่สำคัญคือ? ผลิตไข่ซึ่งเป็นเซลล์เพื่อการสืบพันธุ์? และในระหว่างที่ไข่เจริญเติบโตขึ้นมาในทุก ๆ? เดือนนั้น? ไข่ก็จะสร้างฮอร์โมนเพศชื่อเอสโตรเจนกับโปรเจนเอตโรนออกมา? (ซึ่งก็เป็นหน้าที่สำคัญประการที่สอง)
?????????????? รังไข่ของคุณสุภาพสตรีมีจำนวนเซลล์ไข่ที่จำกัด? (น่าประหลาดที่ฝ่ายชายไม่จำกัดการสร้างอสุจิ)? ด้วยเหตุดังกล่าว? เมื่อถึงอายุหนึ่งคุณ ๆ? ก็จะไม่มีไข่เหลืออยู่ที่จะสร้างฮอร์โมนให้ผลก็คือจะไม่มีเลือดระดู
?????????????? โดยทั่ว ๆ? ไปถือว่า? ถ้าไม่มีระดูนาน? 6? เดือน? ถึงหนึ่งปีถือว่าเข้าสู่วัยทอง? (อย่าลืมว่าต้องเป็นจากการหยุดทำงานของรังไข่อย่างถาวรนะครับ? ห้ามเถียงว่า? ?อย่างนี้คนท้องก็หมดระดูเหมือนกันหรือเปล่า ๆ
?????????????? ในสตรีไทยนั้นอายุเฉลี่ยที่จะหมดระดู? คือ? 48 ? 50? ปีครับ? การไม่มีระดูไม่ใช่เพียงทำให้ไม่ต้องเปลืองผ้าอนามัยอย่างเดียว? แต่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีก? เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนหมดระดูหรือเริ่มมีระดูมาล่าช้าออกไป? คุณผู้หญิงก็จะเริ่มมีอาการร้อนวูบวาบตามตัว? ตามมาด้วยเหงื่อออกแม้ว่าจะอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำก็ตามที? ภาษาหมอเขาเรียกว่า? ?hot? flush?? อาจมีอาการทางอารมณ์? ?บจ่อย?? ร่วมด้วย? คือ? หงุดหงิด ฉุนเฉียว? ขี้โมโห? นอนไม่หลับ? แบบที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า? ?เลือดจะไปลมจะมา?
?????????????? โชคดีหน่อยที่ว่าอาหาร? hot? flush? นี้จะมีคุณสุภาพสตรีเพียงส่วนน้อย? (ประมาณร้อยละ? 20 -25? )? ที่จะมีอาการนี้เมื่อหมดระดูไปแล้ว? 1- 2? ปี? หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ? สตรีวัยทองส่วนใหญ่จะหายจากอาการดังกล่าวภายในเวลา? 1 – 2? ปี? บางคนอาจเถียงว่า? ?ตั้งสามปี?? แล้วจะให้ฉันทรมานอยู่อย่างนี้น่ะหรือ?? ปัญหาข้อนี้จึงนำมาซึ่งการรักษาโดยการให้ฮอร์โมนเพศ? (เอสโตรเจน)? ทดแทน
?????????????? อ้อ…ผมต้องขอบอกก่อนว่า? ในที่นี้การให้ฮอร์โมนเพศทดแทนหมายถึงเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนเท่านั้นนะครับ? เพราะส่วนใหญ่แล้วเอสโตรเจนจะมีบทบาทมากกว่าในเกือบทุก ๆ? ด้าน? (รวมถึงด้านที่ไม่ดีด้วย)? ในการรักษา? hot? flush? นั้นถือว่าเอสโตรเจนดีที่สุดเมื่อเทียบกับยาอื่น ๆ? และอาจให้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ? ได้
?????????????? ปัญหาประการที่สองซึ่งเป็นข้อบ่งชี้อีกประการหนึ่งที่ทำให้แพทย์แนะนำสตรีวัยทองให้แพทย์แนะนำสตรีวัยทองให้รับประทานฮอร์โมนทดแทนก็คือ? การเกิดโรคกระดูกพรุน? เอสโตรเจนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมแคลเซียมที่กระดูก? เมื่อหมดระดูหรือปริมาณเอสโตรเจนน้อยลงมากจะทำให้กระดูกเริ่มบางลง? จนเมื่อบางลงมาก ๆ? ก็จะเรียกว่า? ?กระดูกพรุน?? (Osteoperosis)? กระดูกที่เปราะบางนี้จะหักง่าย? และกระดูกที่ได้รับผลดังกล่าวคือ? กระดูกสันหลัง? กระดูกต้นขา? และกระดูกข้อมือ
?????????????? ส่วนใหญ่คุณผู้หญิงมักจะเข้าใจผิดคิดว่ากระดูกพรุนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามตัวปวดหลัง? อันที่จริงแล้วกระดูกพรุนไม่ทำให้เกิดอาการแต่อย่างใด? ดังนั้นถ้าคาดหวังว่ารับประทานฮอร์โมนทดแทนแล้วจะทำให้หายปวดเมื่อยตามตัวก็คงจะต้องผิดหวังนะครับ
?????????????? การตรวจว่ากระดูกบางหรือไม่นั้นจะต้องอาศัยเครื่องมือเอกซเรย์พิเศษ? การถ่ายภาพรังสีธรรมดากว่าจะทราบว่ามีกระดูกบางก็เป็นมากแล้ว? เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่าการให้ฮอร์โมนเพศทดแทนร่วมกับแคลเซียมสามารถป้องกันกระดูกได้? ปัญหาก็คือ? จะต้องให้เป็นระยะเวลานานเป็นปีถึงจะเห็นผล? และเมื่อหยุดยา? กระดูกก็จะเริ่มบางลง? การรับประทานฮอร์โมนอยู่นาน ๆ? คุณผู้หญิงก็จะเกิดความวิตกกังวลเรื่องโรคมะเร็งอีก? ดูเหมือนเป็นเรื่องวนเวียนไม่รู้จบ? ในปัจจุบันมีผู้คิดค้นยาที่มีผลป้องกันกระดูกพรุนได้โดยไม่มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและโพรงมดลูก? แต่ก็จะไม่สามารถรักษาอาหาร? hot? flush? ได้
?????????????? เหตุผลประการสุดท้ายที่แพทย์จะแนะนำให้รับประทานฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดระดูก็คือ? เพื่อรักษาอาการขาดฮอร์โมนของระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์? ตัวอย่าง? เช่น? มีปัญหาเรื่องปัสสาวะเล็ดเวลาไอ ? จาม? ช่องคลอดแห้ง? ปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์นอกจากนี้ยังทำให้เกิดสุขภาพที่ดีต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ? เช่น? ระบบผิวหนัง? อย่างไรก็ตามสตรีในวัยหมดระดูส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า? ถ้ารับประทานฮอร์โมนทดแทนแล้วความเสื่อมถอย? เนื่องจากวัยเหล่านี้จะละลายหายไปเลย? คือ? กลับมาเหมือนสมัยยังสาว ๆ? อยู่? ซึ่งเป็นความคาดหวังที่เกินจริงเกินไป
?????????????? โดยสรุปแล้วข้อบ่งชี้ในการรับประทานฮอร์โมนในวัยทองที่แพทย์จะแนะนำนั้นมีสามประการ? คือ? หนึ่ง ? รักษาอาการ? hot? flush? สอง ? รักษากระดูกพรุน และสาม ? รักษาอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ? ระบบสืบพันธุ์อันเกิดจารการขาดฮอร์โมน
Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under Tips&Tools
วันเสาร์ มี.ค. 7, 2009
โรคมะเร็งเป็นโรคที่คนไทยคุ้นหูมาก? และคนส่วนใหญ่มักคิดเข้าข้างต้นเองว่า? ?ฉันคงไม่เป็นมะเร็งกับเขาหรอก?? โดยหารู้ไม่ว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ รองลงจากโรคหัวใจ? อีกทั้งโรคนี้ยังเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย? ซึ่งไม่มีใครจะรู้ได้ว่ามะเร็งอาจมาเยือนตนเองหรือคนรอบ ๆ ตัวเมื่อใดดังนั้น? การป้องกันตัวเองจากมะเร็งจึงเป็นเป็นสิ่งที่เราควรกันไว้ดีกว่าแก้ครับ
????????? ปัจจุบัน? นักวิทยาศาสตร์กำลังสนใจศึกษาความสำคัญของอาหารในการต่อต้านมะเร็ง? และสนับสนุนให้ประชากรโลกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องเพื่อเป็นอาวุธต่อต้านมะเร็งร้าย? นักวิจัยได้ยืนยันว่า? มะเร็งเกี่ยวข้องกับอาหารถึง 60%? และมีอาหารหลายชนิดที่สามารถต้านมะเร็งได้? เช่น
??????? หัวหอมและกระเทียม? ในหัวหอมและกระเทียมมีสารสำคัญกว่า? 30? ชนิด? ที่ใช้ต้านสารก่อมะเร็ง
??????? ผักใบเขียวเข้ม? เช่น? คะน้า? ผักกาดเขียว? ผักโขม? ตำลึง? ผักสีเขียวช่วยลด? อัตราเสี่ยงต่อการเกิด????? มะเร็งได้อย่างน่าทึ่ง
??????? มะเขือเทศ? มีสารไลโคฟีน? (Lycopene)? ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งที่แรงกว่าเบตาแคโรทีนถึง 2 เท่า
??????? ผลไม้จำพวกส้มและมะนาว? จากการวิจัยพบว่าส้มและมะนาวมีสารต้านมะเร็งกว่า? 58? ชนิด? ซึ่งมากกว่าอาหารทุกชนิด? และที่น่าตื่นเต้นก็คือ? สารสำคัญในส้มและมะนาวจะออกฤทธิ์เสริมกัน? ทำให้เกิดประสิทธิภาพเหนือกว่าสารเพียงตัวใดตัวหนึ่ง
??????? ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง? จากการวิจัยพบว่า ถั่วเหลืองมีสารต้านมะเร็งอย่างน้อย 5? ชนิด? ได้แก่? Isoflavones,? Phytate,? Phytosterols,? Protease? Inhibitors และ?? Saponins? และยังมีสารต้านฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งช่วยยับยั้งการก่อตัวของมะเร็ง? ที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ? เช่น? มะเร็งเต้านม? มะเร็งต่อมลูกหมาก? นอกจากนี้? ในถั่วเหลืองยังมีสารที่ช่วยยั้บยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ปาก?? ปอด? ตับ? ตับอ่อน? และทางเดินอาหารส่วนต้น
??????? ชา? ไม่ว่าจะชาฝรั่ง? ชาเขียว? ชาอูล่ง? และชาทั้งหลาย? ล้วนมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง? เพราะในใบชามีสารEpigallo-catechin-gallate? ที่ยับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีน? ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งรุนแรงได้
??????? องุ่น? ในองุ่นมีสาร? Resveratrol? ซึ่งยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็ง
??????? นมชนิดพร่องมันเนย? ช่วยต้านมะเร็งได้บ้างพอควร
??????? เบตาแคโรทีน? ช่วยป้องกันมะเร็งและกระตุ้นร่างกายให้ต่อสู่กับเนื้อร้าย? เบตาแคโรทีนเป็นสารสำคัญในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและเขียวเข้ม? นอกจากนี้? ยังมีในตับและน้ำนมอีกด้วย? อาหารที่มีเบตาแคโรทีนอื่น ๆ? เช่น? ลูกท้อแห้ง? มันเทศ? แคร์รอต? คะน้า? ผักโขม? ฟักทอง? แคนตาลูป? มะม่วง
??????? น้ำมันปลา (Fish? oil) ?เป็นน้ำมันที่ได้จากปลา? และเป็นน้ำมันคนละชนิดกับน้ำมันตับปลาที่มีวิตามินเอและดีสูง? น้ำมันปลามีความสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก? น้ำมันปลามีในปลาทะเลน้ำลึก? เช่น? แซลมอน? ซาร์ดีน? และทูน่า
??????? โคเอนไซม์คิว-10? จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่? เพราะไฟเบอร์จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการขับถ่ายเร็วขึ้น? สารพิษและสารกระตุ้นมะเร็งจึงมีโอกาสสัมผัสลำไส้ใหญ่น้อยลง
Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under Tips&Tools
วันพฤหัส ก.พ. 26, 2009
?ใครอยากตาหวานตาสวยต้องกินผักบุ้ง?? เป็นคำพูดที่ผู้หลักผู้ใหญ่มักจะพูดเสมอ ๆ? เพื่อเป็นกุศโลบายให้เด็ก ๆ? รู้สึกอยากรับประทานผัก? ในความเป็นจริงแล้ว? การรับประทานผักหรืออาหารอื่นก็อาจทำให้ตาสวยได้เหมือนกัน? หากเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ? สาเหตุก็เพราะวิตามินเอมีผลต่อสายตา? การขาดวิตามินเอจะทำให้ลูกตาแห้ง? ไม่แวววาวสดใส? จึงเป็นที่มาของคำว่า ?ตาหวาน??? นั่นเอง? สรรพคุณของวิตามินเอหรือวิตามินตาหวานยังมีอีกมาก? เช่น
??????? ช่วยหล่อเลี้ยงบำรุงผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ? ให้เกิดความแข็งแรง? เพื่อป้องกันการโจมตีของแบคทีเรียและไวรัสขึ้นพื้นฐาน
??????? ช่วยให้การสร้างเซลล์ผิวหนังเป็นไปอย่างปกติ? ลดการเกิดสิว? ผิวหนังแข็งแรง? ริมฝีปากชุ่มชื้น
??????? ช่วยให้สายตาปรับตัวเข้ากับความมือได้เร็วขึ้น
??????? ช่วยให้ร่างกายเจริญเติมโตได้อย่างปกติ? ช่วยให้เจริญอาหาร
??????? เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก? สารเคลือบฟัน??? การสร้างเม็ดเลือดแดงและขาว? ช่วยให้ผมและเล็บแข็งแรง
??????? จากการวิจัยพบว่า? ผู้ที่ได้รับวิตามินเอสูงจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร? ลำไส้? กล่องเสียง? ปอด? และกระเพาะปัสสาวะลดลง
Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under Tips&Tools
วันเสาร์ ก.พ. 21, 2009
ผู้ที่เคยขับรถเป็นประจำคงรู้ดีว่า? เมื่อเข็มบอกระยะทางขึ้นหลักหมื่นกิโลเมตร? นั่นแสดงว่า? ถึงเวลาที่เราต้องเอารถเข้าศูนย์? เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องยนต์? อาทิเช่น? ระบบเบรก? น้ำมันเครื่อง? ไส้กรองอากาศ? และอื่น ๆ? ตามอายุการใช้งานของอะไหล่แต่ละชิ้น
????????? หากจะว่าไปสภาพร่างกายของคนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เรารับประทานอาหารและขับของเสียออกเหมือน ๆ กับที่รถยนต์ซดน้ำมันและปล่อยไอเสียออกมา? เวลาเราออกแรงหรือทำงานมาก ๆ ร่างกายก็จะเกิดความร้อนเหมือนเครื่องยนต์ที่ร้อนเมื่อต้องวิ่งเป็นระยะทางไกล ๆ? ติดต่อกัน? แต่ร่างกายของคนต่างกับรถยนต์ก็ตรงที่ไม่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัดว่าควรตรวจร่างกายกันเมื่อใด? ทั้ง ๆ ที่อวัยวะในร่างกายของเราต้องทำงานตลอด? 24 ชั่วโมงทุกวัน? และไม่มีวันหยุดจนกว่าจะหมดลมหายใจ
Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under โรคภัยใกล้เจ็บ
วันศุกร์ ก.พ. 6, 2009
????????? ?ถ้าเราร้องไห้ด้วยความปิติ? ก็จงร้อง? แต่ถ้าร้องไห้เพราะความเศร้า? ก็อย่าร้อง? ชีวิตเรายังมีอะไรอีกตั้งเยอะแยะ? ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ? เวลาป่วย? ถ้าร่างกายไม่ไหวจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร? แต่ใจเราต้องสู้? ต้องมุ่งมั่น เพราะใจเป็นนาย? กายเป็นบ่าว
????????? นี่คือคำพูดของ? คุณอุเทนี? มนเทียรทอง? หญิงใจแกร่งที่ได้ฝ่าฟันช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมาน? จนสามารถพิชิตโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะ 3B หรือ เรียกว่าเป็นระยะก่อนสุดท้ายลงได้อย่างน่าภูมิใจ? ด้วยการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน? ควบคู่ไปกับการทำสมาธิ?? สั่งจิตใต้สำนึกตัวเอง Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under โรคภัยใกล้เจ็บ
วันศุกร์ ก.พ. 6, 2009
??????????????? สวัสดีครับท่านผู้อ่าน? ฉบับนี้ขอเสนอเรื่องโรคเส้นเลือดหัวใจตีบซึ่งในประเทศไทยเป็นสาเหตุการตายอันดับสองรองจากโรคมะเร็ง? ตัวเลขของกระทรวงสาธารณะสุขพบว่า? คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบในปี? 2548? ประมาณ? 34,000? คนต่อปี? หรือชั่วโมงละ? 4 คน? และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ? เมื่อเป็นมาก ๆ คนไข้จะมีอาการเจ็บหน้าอก? แน่นหน้าอก? เวลาออกกำลัง? หรือเวลาออกแรงทำงาน? ปวดร้าวไปทางแขนซ้าย เหงื่อแตก? โรคนี้จะเป็นในคนที่อ้วน? มีไขมันในเลือดสูง? เป็นเบาหวาน? ความดันโลหิตสูง? สูบบุหรี่จัด? ดื่มสุรา? ขาดการออกกำลังกาย? มีความเครียดในการทำงานมาก? คนที่เป็นหัวใจเป็นคนที่ขยันทำงานมาก? มีความทะเยอทะยานสูง ชอบแข่งขัน? แต่เครียดง่าย? โมโหง่าย? ใจร้อนรออะไรนาน ๆ ไม่ได้? ซึ่งเรียกว่ามีบุคลิกแบบ เอ (Type A personality)
??????????????? สำหรับการรักษาของแผนปัจจุบัน? ก็จะใช้ยาขยายเส้นเลือดหัวใจ? การขยายเส้นเลือดโดยทำบอลลูนแล้วใส่ขดลวดไว้? การผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือด (Bypass Surgery) และสุดท้ายผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ? (Cardiac Transplant)? ตามลำดับความรุนแรงของโรค? ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว? แต่มีค่าใช้จ่ายสูง? และไม่หายขาด? ผู้ป่วยจะต้องรักษาติดต่อกันไปตลอดชีวิต
??????????????? ปัจจุบันนี้มีแพทย์ทางโรคหัวใจหลายท่าน? ได้นำเอาวิธีการฝึกโยคะมาใช้ในการบำบัดโรคหัวใจอย่างได้ผลดี? เช่น ศาสตรจารย์ ดีน ออร์นิช (Dean Ornish M.D.) แห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก? ได้นำการฝึกโยคะมาใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ? โดยให้ผุ้ป่วยรับประทานอาหารมังสวิรัติ มีไขมันต่ำ? ให้ฝึกโยคะ? สมาธิ ความผ่อนคลาย? กลุ่มบำบัด? รวมทั้งการออกกำลังกายพอควร? ไม่รุนแรง? ซึ่งพบว่าได้ผลดี? เมื่อติดตามผู้ป่วยไป 1 ปี? และ? 5 ปี? พบว่าอาการเจ็บหน้าอกหายไป? ฉีดสีเข้าไปในเส้นเลือด? พบว่าเส้นเลือดที่ตีบ? ขยายกว้างขึ้นได้? ผู้ป่วยสามารถกลับมามีชีวิตปกติได้อีกครั้งหนึ่ง? โดยไม่ต้องใช้ยาขยายหลอดเลือดอีกต่อไป?
??????????????? น.พ. แมนจันดา (S.C. Manchanda) และคณะได้ศึกษาการฝึกโยคะในผู้ป่วยโรคหัวใจในอินเดียในปี? ค.ศ. 2000 พบว่า? ช่วยให้อาการเจ็บหน้าอกน้อยลง? คนไข้สามารถออกกำลังกายได้มากขึ้น? น้ำหนักลดลง ไขมันในเลือดลดลง? คนไข้สามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดขยายเส้นเลือด? หรือเปลี่ยนเส้นเลือด วิธีการนี้สามารถช่วยลดการตีบของเส้นเลือดได้ร้อยละ? 20 ต่อปี? ซึ่งนับว่าได้ผลดี
??????????????? หลักการของโยคะ? จะแนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด? รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ? เนื้อสัตว์น้อยลง? รับประทานผัก? ผลไม้? ธัญพืช? รับประทานปลา? ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดิน? การบริหารร่างกาย? เราพึงฝึกโยคะเพื่อใช้ป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจ? หรือใช้ในผู้ป่วยพ้นจากระยะวิกฤตไปแล้ว? ผู้ป่วยอยู่ในช่วงฟื้นฟูสภาพร่างกาย (Cardiac Rehabilitation) การฝึกหัดเน้นเรื่องความผ่อนคลาย? ใช้ท่าง่าย ๆ? ที่ช่วยให้เลือดไหลมาเลี้ยงหัวใจได้ดี? ไม่ต้องออกแรงมาก? หรืออุปกรณ์ช่วย? เราอาจจะฝึกตามลำดับดังต่อไปนี้
ท่าที่ 1 ท่าผ่อนคลาย?
??????????????? นอนกำหนดการหายใจ? ดูการเคลื่อนไหวเข้าออกที่หน้าท้อง หายใจเข้ายาว ๆ ท้องพองออก ท้องยุบ 1-2 นาที
ท่าที่ 2 ท่ายืนด้วยไหล่
??????????????? ให้นอนราบกับพื้นใกล้ผนังห้อง? ยกสะโพกและขาลอยขึ้น? เท้าวางพาดกับผนังไว้? ค้างไว้ 1-2 นาที? หายใจเข้าและออกปกติ? ทำซ้ำ 3 ครั้ง
ท่าที่ 3 ท่าสะพานโค้ง?
??????????????? นอนราบกับพื้น ชันเข่าตั้งขึ้น? ยกสะโพกสูง ใช้มือทั้งสองดันเอวขึ้น? ค้างไว้ 1-2 นาที??? ทำซ้ำ 3 ครั้ง
ท่าที่ 4 ท่ายกเท้า
??????????????? นอนราบกับพื้น?? หายใจเข้า? ยกเท่าขวาขึ้น? ขาตั้งฉากกับพื้น? ค้างไว้ 10 วินาที? หายใจออก วางลง หายใจเข้า ยกเท่าซ้ายขึ้น? ตั้งฉากกับพื้น? ค้าไง้ 10 วินาที? หายใจออกแล้ววางลง? ทำสลับข้างกัน? 3 ครั้ง
ท่าที่ 5 ท่ายืดส่วนหลัง
??????????????? นั่งราบกับพื้น? เท้าทั้งสองเหยียดตรง หายใจเข้า? ยกแขนทั้งสองเหนือศีรษะ? หายใจออก ก้มตัวลง? มือจับข้อเท้าทั้งสอง? หน้าผากก้มชิดเข่า? ก้มเท่าที่ได้ไปก่อน? ค้างไว้ 10 วินาที? ทำซ้ำ 3 ครั้ง
ท่าที่ 6 ท่าบิดตัว
??????????????? นั่งตัวตรง? เท้าทั้งสองเหยียดตรง? เท้าขวาตั้งขึ้น? ยกเท้าขวาวางขัดกับเข่าซ้าย? มือขวาเอื้อมไปด้านหลัง? มือซ้ายจับเท้าขวาบิดลำตัวไปทางขวา? ค้างไว้? 10 วินาที? แล้วสลับข้าง
ท่าที่ 7 ท่าปลา
??????????????? นอนหงาย? เท้าไขว้ขัดกันแบบสมาธิเพชร? เข่าทั้งสองแนบกับพื้น? หายใจเข้า? ยกศีรษะตั้งกับพื้น? แอ่นหน้าอกเต็มที่? มือพนมไว้ที่อก? ค้างไว้? 10 วินาที? หายใจออก? วางลง? ทำซ้ำ 3 ครั้ง
??????????????? ต่อไป? นอนโยคะนิทรา? นอนผ่อนคลาย
??????????????? ต่อไป นั่งฝีกการหายใจแบบสลับรูจมูก? และภรามรี? ปราณายามะ
??????????????? ต่อไป? นั่งฝึกสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก? หายใจเข้าท้องพอง? หายใจออกท้องยุบ? สติตามรู้อาการพองและยุบของหน้าท้อง? ฝึก 10-15 นาที
??????????????? การฝึกโยคะในผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบควรจะฝึกภายใต้การดูแลของนักโยคะบำบัดหรือแพทย์? ถ้าฝึกเองอาจจะเกิดอันตรายได้? ปัจจุบันโรงพยาบาลต่าง ๆ จะมีหน่วยฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคหัวใจ? เช่นโรงพยาบาลซีดาร์ ไซนาย? ในลอสแองเจลิส? หรือ โรงพยาบาลโคลัมเบีย เพรสบีทาเลี่ยน ในนิวยอร์ค? จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะคอยดูแล? ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่ได้รับการผ่าตัดแต่ใช้วิธีการฝึกโยคะในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งช่วยให้อาการทางหัวใจหายไปได้? วิธีการนี้จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี? และมีรายงานการวิจัยในวารสารทางการแพทย์แผนปัจจุบันยืนยัน
???????????????? โดย นายแพทย์แพทย์พงษ์? วรพงศ์พิเชษฐ นักวิชาการด้านการแพทย์ทางกายและจิต
Posted by admin | Under โรคภัยใกล้เจ็บ
วันศุกร์ ก.พ. 6, 2009
?????????????????????????? เป็นเรื่องราวใหญ่โตทีเดียวเมื่อพี่เป้า-สายัณห์ สัญญา ออกมาร้องบอกสังคมว่า ไม่เชื่อว่าพี่แอ๊ว-ยอดรัก สลักใจ จะเป็นมะเร็งที่ตับจริงดังที่เจ้าตัวออกมาเปิดเผย จนเกิดเป็นความหมางใจขั้เนรุนแรงระหว่างราชาเพลงลูกทุ่ง ซึ่งก่อนเก่าเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน รายละเอียดจะเป็นเช่นไรต่อไปนั้น ขอท่านผู้อ่านติดตามข่าวสารจากสื่อรายวันแทนนะคะ เพราะหากบีเวลล์นำเสนอข่าวนี้มากเกินไป เกรงว่าจะเปลี่ยนจากนิตยสารสุขภาพ ไปเป็นนิตยสารซุบซิบบันเทิงซะโน่น.. (ฮุ…ฮุ) Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under โรคภัยใกล้เจ็บ
วันอังคาร ธ.ค. 2, 2008
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศหลังวันแห่งความรักใหม่ ๆ (ขณะเขียนอยู่นี้) เลยยกเรื่องของพลังแห่ง ?ความรักบำบัด? ทั้งป้องกันและต้านทานโรคหัวใจได้ด้วย ?รัก?
ใครหลายคนอาจบอกว่า ความรักเป็นเรื่องของจิตใจ แล้วจะมาบำบัดเรื่องของร่างกายได้อย่างไร ก่อนอื่นเรามามองมุมกลับว่า เรื่องของจิตใจในทางลบมีผลต่อร่างกายได้หรือไม่
Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under โรคภัยใกล้เจ็บ
วันจันทร์ พ.ย. 24, 2008
มะเร็งลำไส้ใหญ่ คือการแบ่งงอกที่ผิดปกติของเยื่อบุภายในลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่แบ่งออกเป็นชั้น ๆ ด้านในมีเยื่อบุ แบ่งตัวผิดปกติ และค่อย ๆ งอกโตขึ้นมา ด้านหนึ่งงอกเข้ามาด้านใน อีกด้านหนึ่งลุกลามไปที่ผนังทั้ง ๒ ด้าน คือคืบคลานไป
ถ้าอยู่แค่เยื่อบุลำไส้ เรียกว่า มะเร็งระยะไม่ลุกลาม เพราะไม่มีท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดฝอย (ท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดฝอยอยู่ที่ผนังลำไส้ ลึกเข้าไปอีกนิดหนึ่ง) Read the rest of this entry »
Posted by admin | Under โรคภัยใกล้เจ็บ
วันจันทร์ พ.ย. 24, 2008
ที่ทุกคนป้องกันได้ ด้วยตนเอง แต่ถ้าเป็นมะเร็งแล้วอาการอยู่ในระยะที่ไม่สาหัสจนเกินไป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถรักษาให้หายได้
ทำไมถึงเรียกว่ามะเร็ง
มะเร็งคือเนื้องอกชนิดหนึ่ง
เนื้องอกในร่างกายคนเราแบ่งออกเป็น ๒ ชนิดคือ เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง ไม่ใช่เนื้อร้าย และเนื้องอกที่เป็นมะเร็ง
เซล์ในร่างกายมีการแบ่งตัวปกติ ต่อมามีการแบ่งตัวผิดปกติ จนกระทั่งมีก้อนเนื้อยื่นออกมา เป็นก้อนเนื้อใหญ่กว่า อยู่ในตำแนห่งที่ไม่ควรอยู่ เช่น ผิวหนัง ลำไส้
เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง มักจะโตช้า บางครั้งหยุดโต
เนื้องอกที่เป็นมะเร็ง จะโตขึ้นมาก่อนเวลา โตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีการหยุด ไม่มีการควบคุม เรียกการโตแบบนี้ว่ามะเร็ง
มะเร็ง ภาษาอังกฤษเรียก cancer หมายถึง ปู เปรียบเสมือนเนื้องอกที่โตขึ้นเรื่อย ๆ คืบคลานไปไม่มีการหยุด เมื่อไม่มีการหยุด ทุกครั้งที่มีการแบ่งตัวก็อาศัยพลังงานในร่างกาย และลุกลามสู่อวัยวะใกล้เคียงที่เกี่ยวขอ้ง ทำให้หน้าที่ของอวัยวะในร่างกายเสียไป และใช้พลังงานมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพ เช่น เป็นมะเร็งที่อยู่ใกล้ท่อน้ำดี ก็ทำให้ท่อน้ำดีอุดตัน มะเร็งกระเพาะอาหารก็อาจจะกินลึกเข้าไปถึงหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดฉีกขาด มีเลือดออก
มะเร็งกับความตาย
ประมาณ ๕ -๑๐ ปีที่ผ่านมา มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ ๑ ของประชากรโลก
ถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งจะน้อกว่าอุบัติเหตุน้อยกว่าโรคหัวใจ แต่ตายมากกว่า เพราะบางคนเป็นโรคหัวใจ แต่ไม่ตาย แต่เป็นมะเร็งส่วนมากจะตาย
ผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกที่เสียชีวิตมากที่สุดคือผู้ป่วย มะเร็งปอด รองลงมาคือมะเร็งลำไส้ใหญ่
ทำไมมะเร็งปอดถึงทำให้เสียชีวิตมากที่สุด เพราะเมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอด เพียง ๑ ? ๒ เซนติเมตร มะเร็งปอดกระจายไปต่อมน้ำเหลือง อากรมักจะรุนแรงมากแล้ว รักษาไม่ได้ผล ผ่าตัดออกก็ไม่ได้ ต้องให้เคมีบำบัดอย่างเดียว
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คนไทยตายจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุมาก แต่หลังจากปี พ.ศ. ๒๕๔๐ การตายจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุลดจำนวนลง จนกระทั่งหลังปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันอับ ๑ ของคนไทย
มีข้อสังเกตว่ามะเร็งชนิดไหนก็ตามที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยมักจะรอดชีวิต แต่ถ้ามะเร็งชนิดนั้นระยะแรกไม่สามารถตรวจพบได้ เพราะเมื่อตรวจพบมักจะเป็นมากแล้ว ทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตยาก
ที่มา : หมอชาวบ้าน