ทราบหรือไม่ว่าน้ำเป็นสิ่งที่ให้ความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด? น้ำทั้งภายนอกและในตัวเราเป็นประโยชน์ต่อผิวหนังทั้งสิ้น? ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามแนะนำให้ดื่มน้ำวันละห้าถึงหกแก้วเพื่อใก้ความชุ่มชื้นแก่ผิวจากภายใน? น้ำที่ดื่มก็เป็นน้ำสะอาดธรรมดา? ๆ
?????????????? ควรจัดบรรยากาศในบ้าให้มีความชุ่มชื้นมากที่สุดเท่าที่จะทำใได้? คงไม่ถึงกับต้องซื้อเครื่องทำความชื้น? อาจทำได้ง่าย ๆ? โดยตั้งน้ำให้ไฟรุม? ๆ? ไว้บนเตาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง? (น่าจะเติมกลิ่นอบเชยหรือบุหงาลงไปให้หอมกรุนทั้งบ้าน)? หรือหาภาชนะสวย? ๆ? ตั้งไว้ให้ทั่วบ้าน? น้ำที่ใส่ไว้จะได้ระเหยให้ความชุ่มชื้นไปทั่วบ้าน
ปลูกต้นไม้ให้ความชุ่มชื้น
?????????????? ต้นไม้ใบหญ้าให้ความชุ่มชื้นได้ดี? ต้นไม้ที่ต้องการน้ำมาก? ๆ? และโตเร็วนั้นดีที่สุด? เช่น? เฟิร์น? ไผ่? และอื่น ๆ? รดน้ำและฉีดน้ำเป็นละอองบ่อย ๆ? เพื่อให้ดินชุ่มชื้น? การปลูกต้นไม้ ใส่กระถางตื้น ๆ? และโรยกรวดหรือปลูกมอสส์ไว้ข้างบนจะช่วยเก็บความชื้นไว้ได้
ฉีดน้ำต้นไม้และผิวของคุณ
?????????????? ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามหลายคนแนะนำว่า? ควรฉีดน้ำใส่หน้าเหมือนกับที่ฉีดน้ำต้นไม้? อาจทำทันทีหลังจากฉีดน้ำให้ต้นไม้แล้วก็ได้? หรืออาจใช้ก้อนหรือแผ่นสำลีชุบน้ำแตะ? ๆ? หน้า? ในขณะที่เดินทางก็ควรใช้วิธีดังกล่าว
ผิวแห้งเนื่องจากใช้สบู่ซักล้างหรือผงซักฟอก
?????????????? การใช้ผงซักฟอกมากเกินไปอาจทำให้ผิวคุณแห้งได้? เนื่องจากผงซักฟอกที่ยังค้างอยู่ในเส้นใยของเสื้อผ้า? ในหน้าหนาวควรลดปริมาณผงซักฟอกลงให้เหลือเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของคำแนะนำของผู้ผลิต? ผงซักฟอกที่เป็นเอนไซม์? ผงฟอกสีและกัดสีให้ขาวนั้นล้วนแต่เป็นต้นเหตุของปัญหาผิวหนัง? ในหน้าร้อนควรล้างคลอรีนและเกลือออกให้หมดทุกครั้งที่ขึ้นจากสระน้ำหรือทะเล
การให้ความชุ่มชื้นขณะอยู่บ้าน
?
?????????????? เราอาจทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นขณะที่ทำกับข้าวในครัว? เช่นอบไอน้ำที่หน้าโดยเปิดประตูเครื่อง? ล้างจานให้ไอน้ำพลุ่งออกมา? แต่ต้องระวังเพราะไอน้ำค่อนข้างร้อน
?????????????? อย่างไรก็ตาม? ต้องระวังไม่ให้หน้าได้รับความร้อนมากเกินไป? ถ้ามีเครื่องปรับอากาศในห้องนอน? ควรเปิดให้อุณหภูมิเย็นพอเหมาะ Read the rest of this entry »
มะเร็งเป็นโรคร้ายที่น่าสะพรึงกลัว? แต่ถ้าคุณไปพบคุณหมอเร็วเท่าใด? จะมีโอกาสหายจากโรคนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น? อาหารเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ? ของร่างกายค่ะ
- มะเร็งปากมดลูก? ตกขาวมีปริมาณมาก? มีกลิ่น? สีผิดปกติ? หรือมีเลือดปน? มีเลือดออกจากช่องคลอดนอกรอบเดือน? เจ็บปวดและเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก? มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์? ผู้หมดประจำเดือนแล้วกลับมีเลือดออกอีก? มีตกขาวมากผิดปกติ? โดยเฉพาะวัยหมดประจำเดือนแล้ว
- มะเร็งรังไข่? ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเจ็บปวดหลังมีเพศสัมพันธ์? ท้องอืด? อาหารไม่ย่อย? แน่นท้อง? หรือปวดท้อง? น้ำหนักลดและปวดหลัง
- มะเร็งในเม็ดเลือด? เหนื่อยง่าย? ซีดเซียว? มีเลือดออกที่จมูก? เหงือก? กระเพาะอาหาร? ลำไส้ใหญ่? โลหิตจาง? ฟกช้ำง่ายติดเชื้อง่าย? มีไข้? คลำพบก้อนบวมด้านซ้ายของช่องท้อง
- มะเร็งปอด เจ็บหรือเสียวหน้าอกหายใจลำบาก? หอบ? ไอเรื้อรัง? มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย? น้ำหนักลด
- มะเร็งตับ? อาหารไม่ย่อย? ท้องอืดแน่นชายโครงขวา? เบื่ออาหาร? ตาและผิวสีออกเหลือง? คลำพบก้อนที่ชายโครงขวา
- มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ? ปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่เจ็บปวด? ถ่ายปัสสาวะบ่อยแสบ? หรือขัดเนื่องจากเลือดที่ออกจับตัวเป็นลิ่ม? อาจปวดหลังจากการอุดตันของท่อไต
- มะเร็งสมอง? ปวดศีรษะนาน ๆ? ร่วมกับอาเจียน? ตาพร่า? เห็นแสงเขียว? ๆ? เหลือ? ๆ? ลอยไปมา? มักอ่อนเพลียหรือเป็นลมกะทันทันมีอาการชาหรือเป็นอัมพาตชั่วคราว
- มะเร็งในช่องปาก? มีก้อนบวมในช่องปากหรือลิ้น? มีแผลเปื่อยที่ได้ได้รับการรักษาหรือ แผลเรื้อรังที่เหงือกจากการกดทับของฟันปลอม? พูดไม่ชัด? เจ็บขณะกลืนอาหาร
- มะเร็งในกระเพาะอาหาร? น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว? อาเจียนเป็นเลือด? เบื่ออาหาร? ท้องอืด? อาหารไม่ย่อยบ่อย ๆ? อุจจาระเป็นสีดำคล้ำ
Read the rest of this entry »
ปัจจุบันนี้ถ้าจะพูดถึงสมุนไพรชื่อดังก้องโลกที่มีสรรพคุณป้องกันโรคความจำเสื่อมแล้วละก็? ทุกคนคงตอบพร้อมกันว่า ?แปะก๊วย?? หรือ ?กิงดก?? (Ginkgo)? ในภาษาฝรั่ง? ด้วยความเด่นของสรรพคุณระดับนี้? จึงอยากให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกับกิงโกมากขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย
????????? กิงโกหรือแปะก๊วยเป็นพืชโบราณ? มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนชาวจีนรู้จักนำใบแปะก๊วยมาทำเป็นยามากว่า? 5,000 ?ปีแล้ว? โดยใช้สารสกัดจากใบมารักษาอาการไอ? ภูมิแพ้? หอบหืด? โรคระบบทางเดินหายใจ? ปอดและหัวใจ? ในใบแปะก๊วยมีสารสำคัญอยู่? 3 กลุ่ม
??????? สารกลุ่ม? Diterpenes? ?มีอยู่ร้อยละ 0.06 ?ได้แก่? Ginkgolide? A, B, C และ M
??????? สารกลุ่ม Bilobalides ร้อยละ 0.06
??????? สารกลุ่ม Flavonoids เช่น? Ginkgetin , lsoginkgetin? และ Bilobetin
สรรพคุณของใบแปะก๊วย
????????? ผู้เชี่ยวชาญบางท่านจัดใบแปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งของโลก? เพราะ แปะก๊วยให้สารสำคัญหลายชนิดที่ไม่มีในพืชชนิดไหนในโลก? นั่นก็คืออสาร? Ginkgolide B ที่ช่วยป้องกันอาการความจำเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์? โดยไปรบกวนการทำงานของสารเคมีในร่างกายที่ชื่อ PAF (Flatelet-Activating Factor)?
????????? มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ได้ข้อสรุปว่าแปะก๊วยช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น? จิตประสาทของผู้ป่วยดีขึ้น? ระดับคลื่นไฟฟ้าในสมองดีขึ้น? อัตราการไหลของเลือดไปสู่สมองมากขึ้น? และยังช่วยกระตุ้นการตอบสนองของระบบประสาท? อย่างไรก็ตาม? มีผลการศึกษาที่น่าสนใจคือ แปะก๊วยสกัด? ไม่สามารถรักษาอัลไซเมอร์หรือทำให้สมองกลับดีขึ้น? แต่ช่วยระงับมิให้อาการเลวร้ายลงกว่าเดิม? ทุกวันนี้มียาสกัดจากแปะก๊วยจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย? ผู้ที่ต้องการจะซื้อหามารับประทานควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชเพื่อทำความเข้าใจอย่างท่อแท้เสียก่อน
อาหารเสริมสมองอื่น ๆ
??????? เลซิทิน? นักวิจัยพบว่าการรับประทานเลซิทินจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารอะซิทิลโคลีน (Acetylcholime)? และอิซิทิลโคลีนจะมีผลต่อการเพิ่มความจำ? และการสะสมความจำในบริเวณสมองบางจุด? อาหารที่มีเลซิทิน? เช่น? ไข่แดง? นมถั่วเหลือง กะหล่ำปลี? กะหล่ำดอก
Read the rest of this entry »
ผู้ที่เคยขับรถเป็นประจำคงรู้ดีว่า? เมื่อเข็มบอกระยะทางขึ้นหลักหมื่นกิโลเมตร? นั่นแสดงว่า? ถึงเวลาที่เราต้องเอารถเข้าศูนย์? เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องยนต์? อาทิเช่น? ระบบเบรก? น้ำมันเครื่อง? ไส้กรองอากาศ? และอื่น ๆ? ตามอายุการใช้งานของอะไหล่แต่ละชิ้น
????????? หากจะว่าไปสภาพร่างกายของคนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เรารับประทานอาหารและขับของเสียออกเหมือน ๆ กับที่รถยนต์ซดน้ำมันและปล่อยไอเสียออกมา? เวลาเราออกแรงหรือทำงานมาก ๆ ร่างกายก็จะเกิดความร้อนเหมือนเครื่องยนต์ที่ร้อนเมื่อต้องวิ่งเป็นระยะทางไกล ๆ? ติดต่อกัน? แต่ร่างกายของคนต่างกับรถยนต์ก็ตรงที่ไม่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัดว่าควรตรวจร่างกายกันเมื่อใด? ทั้ง ๆ ที่อวัยวะในร่างกายของเราต้องทำงานตลอด? 24 ชั่วโมงทุกวัน? และไม่มีวันหยุดจนกว่าจะหมดลมหายใจ
Read the rest of this entry »
หากจะเปรียบเทียบวิถีชิวิตของคนเราระหว่างอดีตกับปัจจุบัน? เราคงได้ข้อสรุปว่าชีวิตในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากกว่าด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการนำสมัยต่าง ๆ? ทั้งจากอากาศเสีย? ควันพิษ? การทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ การทำงานบนตึกสูง? การแข่งขันด้านธุรกิจ? และอื่น ๆ? ที่ทำให้คนรีบเร่งจนละเลยอาการเช้า? ไม่มีเวลาออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ? หรือแม้แต่คิดจะยืดเส้นยืดสาย? สาเหตุเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกเครียดเป็นสาเหตุให้ร่างกายดึงสารอาหารต่าง ๆ? ในร่างกายออกมาใช้มากกว่าปกติ ยิ่งถ้าเรามีสารอาหารตัวใดน้อยอยู่แล้ว? ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารตัวนั้น และกว่าจะรู้ตัว? อนุมูลอิสระในร่างกายก็ก่อให้เกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของเซลส์ต่าง ๆ? ไปเสียแล้ว เช่น โรคอ้วน? เครียด? หวัดเรื้อรัง? ภูมิแพ้? หัวใจ? เบาหวาน? ความดัน? คอเลสเตอรอลสูง? หรือมะเร็ง? ในหัวข้อนี้จึงขอเสนออาหารสำหรับคนยุคใหม่ที่ใช้ป้องกันโรคอย่างได้ผล
Read the rest of this entry »
?????????????????????????? เป็นเรื่องราวใหญ่โตทีเดียวเมื่อพี่เป้า-สายัณห์ สัญญา ออกมาร้องบอกสังคมว่า ไม่เชื่อว่าพี่แอ๊ว-ยอดรัก สลักใจ จะเป็นมะเร็งที่ตับจริงดังที่เจ้าตัวออกมาเปิดเผย จนเกิดเป็นความหมางใจขั้เนรุนแรงระหว่างราชาเพลงลูกทุ่ง ซึ่งก่อนเก่าเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน รายละเอียดจะเป็นเช่นไรต่อไปนั้น ขอท่านผู้อ่านติดตามข่าวสารจากสื่อรายวันแทนนะคะ เพราะหากบีเวลล์นำเสนอข่าวนี้มากเกินไป เกรงว่าจะเปลี่ยนจากนิตยสารสุขภาพ ไปเป็นนิตยสารซุบซิบบันเทิงซะโน่น.. (ฮุ…ฮุ) Read the rest of this entry »
?ทารกกับการนอนเป็นของคู่กัน จนคุณแม่อาจคิดว่ายังไม่จำเป็นต้องฝึกให้ลูกวัยทารกเข้านอนเป้ฯเวลาก็ได้ รอให้ลูกโตพอจะรู้ความเสียก่อน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก คุณแม่อาจจะพลาดโอกาสในการฝึกนิสัยการนอนให้ลูกรักก็เป็นได้ เพราะแม้ทารกจะยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตารางเวลา แต่ก็มีความเข้าใจแล้วว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เวลานอน เมื่อไหร่ถึงจะได้เวลากิน เล่น หรืออาบน้ำ โดยสังเกตพฤติกรรมของคนเลี้ยงและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การปลูกฝังให้ลูกรักมีนิสัยการนอนที่ดีควรเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นแบเบาะอยู่
???? ?ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการฝึกให้ทารกรู้จักการเข้านอนเป็นเวลามีประโยชน์ทั้งต่อตัวแม่และลูก? คำกล่าวของศาสตราจารย์ มินเดลล์ สาขาจิตวิทยา St.Joseph?s University และรองผู้อำนวยการศูนย์การนอนโรงพยาบาลเด็กเมืองฟิลาเดเฟีย
?????? ในปี 2005-2006 ศาสตราจารย์ มินเดลล์ ได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนของทารกวัย 7-18 เดือน จำนวน 58 ราย พบว่าทารกที่มีการเข้านอนเป็นเวลาเป็นประจำทุกวันนั้นจะหลับได้เร็วกว่าและนานกว่า และไม่ค่อยตื่นขึ้นมากลางดึก
Read the rest of this entry »
ตามพระภัมภีร์ ตักศิลาว่าด้วยเรื่อง ไข้พิษ หรือไข้ที่เป็นพิษ 21 จำพวก คือ? ไข้อีดำ? ไข้อีแดง? ไข้ปานดำ? ไข้ปานแดง? ไข้รากสาด? ไข้สายฟ้าฟาด? ไข้ระบุชาด? ไข้กระดานหิน? ไข้สังวาลพระอินทร์? ไข้มหาเมฆ? ไข้มหานิล? ไข้ข้าวไหมน้อย? ไข้ข้วไหม้ใหญ่? ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม? ไข้ไฟเดือนห้า? ไข้เปลงไฟฟ้า? ไข้หงส์ระดู? ไข้ดาวเรือง? ไจ้จันทร์สูตร? และไข้เมฆสูตร? ซึ่งอ้างอิงตามตำราพระคัมภีร์กล่าวถึงไข้พิษ เป็นอาการไข้ตัวร้อนโบราณ เรียกว่าไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้กาฬ แต่การนำเสนอความรู้เรื่องไข้พร้อมทั้งยาสมุนไพรรักษาไข้ฉบับนี้ จะกล่าวถึงไข้ที่พบบ่อยและสมุนไพรตามตำรานำมาปรับประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์อันเหมาะสม ซึ่งความรู้เรื่องไข้ต่าง ๆ จะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป ฉบับนี้ขอนำเสนอ
ไข้สามฤดู หรือไข้หวัด
ความหมาย? เป็นไข้ที่มีอาการเกิดขึ้นตามช่วงของการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือเรียกว่า ?อุตุสมุฎฐาน? ถ้าวันไหนเกิดมี 3 ฤดู ร่างกายของคนก็ปรับสมดุลธาตุได้ยากจะเป็นไข้สามฤดูบ้างก็เรียก ไข้หัวลม หรือเกิดจากช่วงลมหนาวพัดจากทิศเหนือลงมาทางใต้ เรียก ไข้เหนือ ไข้ต่าง ๆ มีอากรความรุนแรงแตกต่างกันไปอย่างที่คนรุ่นใหม่รู้จัก ได้แก่ไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดน้อย / ไข้หวัดใหญ่
เป็นไข้จากการเปลี่ยนแปลงของฤดู เพราะเหตุฤดูสามประการคือ คิมหันต์หรือ ฤดูร้อน วสันต์ หรือฤดูฝน เหมันต์ หรือฤดูหนาว คนต้องร้อนเย็น หมายถึงการกระทบความร้อนหรือกระทบความเย็นเกินไปด้วย ถูกน้ำค้าง ถูกละอองฝนอากาศเป็นพิษ
อาการไข้หวัดน้อย
สะบัดร้อน สะท้านหนาว ปวดศีรษะเป็นกำลังวิงเวียน ไอ จาม น้ำมูกใสตกเป็นไข้ไม่รุนแรง
การดูแล
อาบน้ำอุ่นเช็ดตัว พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการกระทบร้อน หลีกเลี่ยงอากาศไม่ดี อายุไข้ 3 วัน 5 วัน ใช้ผ้าชุปน้ำเช็ดตัว ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ แผ่นหลัง ข้อพับแขน-ขา บ่อย ๆ เพื่อระบายหรือลดความร้อนภายใน
อาการไขหวัดใหญ่
ไข้จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว ปวดศีรษะ ไอ จาม น้ำมูกเขียวตก ตอนแรกบางทีใสก่อนนานเข้าน้ำมูกจับตัวกัน เสลดจับตัวกันเป็นก้อนสีเขียว จมูกแห้ง แสบจมูก ปากแห้ง ปากเปรี้ยว ปากขม กินข้าวไม่ได้
ท้องขึ้นท้องพอง ตัวร้อน อาเจียน ไอเป็นกำลัง เซื่องซึม บางทีน้ำมูกไหลหยดย้อย เหตุดังนี้เพราะมันสมองหยดออกผ่านช่องจมูกไปปะทะกับคอเสมหะจึงให้ไอ แก้ไม่หาย กลายเป็นริดสีดวงจมูก อาการหืดไอ อายุไข้ 7 วัน ถ้าหากมีอาการมากกว่า 7 น อาจเป็นโรคอื่นแทรกซ้อน
การรักษาไข้ด้วยสมุนไพร
ฟ้าทะลายโจร ก้านสะเดา เถาบอระเพ็ด เกลือ
สาระวิทยาศาสตร์พื้นบ้าน
ฟ้าทะลายโจร? รสขมเย็น แก้ไข้ ดับพิษร้อน ระงับอาการอักเสบ เจริญ
ก้านสะเดา? รสขม ฝาด เย็น บำรุงธาตุไฟ แก้โลหิตกำเดา เจริญอาหาร
เถาบอระเพ็ด? รสขมจัด ระงับควราร้อน แก้ไข้ทุกชนิด เจริญอาหาร
เกลือ? รสเค็ม ใช้แทรกตัวยาเป็นการปรุงรสและกระตุ้นลำไส้
ขั้นตอน / วิธีทำ
เลือกใบฟ้าทะลายโจรสดหรือแห้ง ล้างทำความสะอาด 1 กำมือ
เลือกก้านสะเดาเอาเฉพาะก้านรวม 7 ก้าน สดหรือแห้ง
เลือกเถาบอระเพ็ดสดหรือแห้งยาว 1 คืบ
เกลือแกง 1 รำหัด หรือ 1 จีบ (นิ้วโป้งกับนิ้วชี้หยิบ)
ทุกอย่างผ่านการคัดกรอง ทำความสะอาดทุกขั้นตอน ตวงน้ำสะอาด 5 แก้ว เติมตัวยาที่เตรียมไว้ ยกึ้นตั้งไฟจนน้ำเดือด นานพอประมาณที่ตัวยาออกสี ไม่ต้องเคี่ยวยาเพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยามากเกินไป
ขนาดรับประทาน
ครั้งละ ? ถึง 1 แก้ว ก่อนอาหร 3 เวลา หรือ ทุก 4 ชั่วโมง
ข้อบ่งใช้
รับประทานตามกำลังคนและอายุไข้ เด็กลดลงตามส่วน การทานยาเกินขนาดมีผลต่อระบบการหายใจทำให้เหนื่อยและอ่อนเพลีย
ที่มา : หมอชาวบ้าน
PAIN CHECKLIST อาการปวดบอกโรคได้
อาการปวดเกิดจากประสาทสัมผัสรับความรู้สึก (sensory modality) ที่ร่างกายมีอยู่ตามปกติ เป็นสัญญาณบอกอันตรายที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกร่างกาย หรือกำลังประท้วงว่าคุณใช้งานร่างกายหนักเกินไป
คนที่เกิดมาแล้วไม่มีความรู้สึกปวดเลย เช่น ภาวะ hereditary sensory autonomic neuropathy จะอายุไม่ยืนเพราะไม่มีกลไกสำคัญในการป้องกันตัวเองจากโรคติดเชื้อ บาดแผล หรือแม้กระทั่งความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้
ปวดหัวแบบไหนที่ไม่ธรรมดา
อาการปวดหัวไม่ใช่การปวดที่สมองโดยตรง แต่อาจเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอหดตัว โดยทั่วไปเป็นแล้วหายเองได้ แต่ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้นและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ควรไปพบแพทย์
สิ่งที่คุณควรบอกแพทย์เมื่อปวดหัวคือ
รูปแบบการปวด – ปวดทันทีแบบไม่เคยเป็นมาก่อน – ปวดเป็นๆหายๆ – ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
ประวัติการปวด – ปวดเป็นครั้งแรก – เคยปวดแบบนี้มาก่อนแล้ว – เป็นๆ หายๆ ตำแหน่งที่ปวด – ขมับ – กลางหัว – ทั้งหัว – ท้ายทอย – ด้านซ้าย – ด้านขวา – ปวดต่อเนื่องไปที่คอ สะบัก แขน ไหล่ หรือหลัง – อื่นๆ
ช่วงเวลาการปวด – เช้า – กลางวัน – เย็น – กลางคืน – ไม่เป็นเวลา
ระยะเวลาปวด – 30 นาที – 1-2 ชั่วโมง – ทั้งวัน – ไม่แน่นอน – อื่นๆ
อาการปวด – ปวดแบบหนักหัว เหมือนถูกบีบรัดหัว – ปวดแบบมึน – ปวดและเจ็บตามหนังศีรษะ เส้นผม – ปวดเมื่อต้องใช้สายตาเพ่งมอง – อื่นๆ
อาการร่วม – มีไข้ – คอแข็ง – คลื่นไส้ อาเจียน – เห็นแสงระยิบระยับในตา – มีน้ำมูก ปวดโพรงไซนัส
อาการ : ปวดหัวรุนแรง ไม่มีไข้ หรือปวดหัวรุนแรงหลังเกิดอุบัติเหตุ
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : อุบัติเหตุที่ศีรษะ เลือดออกในศีรษะ ความดันสูง เส้นเลือดโป่งพอง
อาการ : ปวดหัวเฉียบพลันรุนแรงมากจนทนไม่ได้ มีอาการทางระบบประสาท เช่น มือสั่น สูญเสียความจำ เคลื่อนไหวลำบาก
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : โพรงในสมองโต (มีน้ำในสมอง) เนื้องอก และเลือดออกในสมอง
อาการ : ปวดหัวรุนแรง มีไข้สูง คอแข็ง คลื่นไส้ อาเจียน
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
อาการ : ปวดหัวเป็นประจำ ไม่โปร่งหัว ตึงหัว หนักหัว ปวดท้ายทอย บางครั้งปวดหัวตุ๊บๆ
ปวดหัวจากความเครียด (Tension headache)
อาการ : ปวดหัวแบบเป็นๆ หายๆ เวลาปวดปวดมาก แต่เวลาหายก็หายสนิท
มีรูปแบบการปวดแน่นอน คือค่อยๆ ปวดจนพีค แล้วปวดหัวตุ๊บๆ จากนั้นจึงอาเจียน ก่อนปวดหัว อาจเห็นแสงระยิบระยับ ในตา มองเห็นตัวหนังสือยึกยักร่วมด้วย
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ไมแกรน
อาการ : ปวดคล้ายปวดหัวจากความเครียด หรือไมแกรน ที่สำคัญมักมีอาการเจ็บและปวด เวียนหัว ตามัว เจ็บหนังศีรษะ แตะผมแล้วเจ็บ เจ็บเวลากลอกตา บางครั้งแขนขาอ่อนแรง หรืออาจปวดลามไปที่คอ สะบัก แขน ไหล่ หรือหลังด้วย
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดหัวจากเส้นประสาทอักเสบ
อาการ : ปวดหัว ร่วมกับมีน้ำมูกไหล มีกลิ่นปาก ปวดโพรงไซนัส
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดหัวจากไซนัส
อาการ : ปวดหัวเมื่อใช้สายตานานๆ ปวดหัวรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดหัวจากตา ได้แก่ ต้อหิน สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง
ปวดท้องแบบไหนที่ไม่ธรรมดา
อาการปวดท้องที่ต้องพบแพทย์ทันที คือ ปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ความดันต่ำ เป็นลม ไข้ขึ้น มีเลือดออกร่วมด้วย (อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระมีสีดำ) ซึม ไม่รู้สึกตัว และมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
สิ่งที่คุณต้องบอกแพทย์เมื่อปวดท้อง คือ
รูปแบบการปวด ประวัติการปวด ช่วงเวลาการปวด ระยะเวลาปวด เช่นเดียวกับการเช็คอาการปวดหัว รวมทั้ง..
ตำแหน่งที่ปวด – ทั้งท้อง – ซ้ายบน – ซ้ายล่าง – ขวาบน – ขวาล่าง – ข้างซ้าย – ข้างขวา – อื่นๆ
อาการ – ปวดเกร็งๆ เป็นพักๆ – ปวดแสบ – ปวดมวน – อยากถ่าย – ปวดแบบลำไส้ถูกบิด – อื่นๆ
อาการร่วม – อึดอัด แน่นท้อง – ท้องร่วง ท้องเสีย – มีไข้ -
ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน – รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ – คลื่นไส้อาเจียน – แสบร้อนหน้าอก – ตาเหลือง ตัวเหลือง
สิ่งกระตุ้นอาการปวด – ความหิว – แอลกอฮอล์ – ชา กาแฟ – อาหารมันเลี่ยน – อื่นๆ
สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น – การกินอาหาร – นอนพัก – นั่งงอตัว – อื่นๆ เช่น ยาแก้ปวด ยาเคลือบกระเพาะ ฯลฯ
อาการ : ปวดหรือจุกเสียดช่องท้องส่วนบน อึดอัด แน่นท้อง หรือท้องเฟ้อแม้กินอาหารเข้าไปเพียงเล็กน้อย
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : การย่อยอาหารไม่ดี
อาการ : ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ อาเจียน มีเลือดปนในอุจจาระ
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : อาหารเป็นพิษ
อาการ : ปวดท้องแบบแสบ ปวดทั้งก่อนและหลังกินอาหาร เป็นๆหายๆ จุกเสียดแน่นท้อง และอาจมีคลื่นไส้อาเจียน
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : กระเพาะอาหารเป็นแผล
อาการ : คล้ายเป็นแผลในกระเพาะ กลืนอาหารแล้วติดคอ จุก ไอกลางดึกโดยเหมือนมีอะไรติดคอ แสบร้อนหน้าอก ไอเรื้อรัง
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : กรดไหลย้อน
อาการ : ปวดท้องเฉียบพลัน ปวดท้องด้านล่างขวา จุกเสียดลิ้นปี่ คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นไส้ติ่งแตก อาจมีไข้ร่วมด้วย
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ไส้ติ่งอักเสบ
อาการ : ปวดท้องรุนแรง ปวดเกร็งช่องท้องบนขวา ปวดร้าวถึงด้านหลัง ท้องอืดหลังอาหารมื้อหนัก 1/2 – 1 ชั่วโมง และมีอาการ 2-3 ชั่วโมง คลื่นไส้ อาเจียน
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : นิ่วในถุงน้ำดี
อาการ : ปวดท้องแบบเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง
อาการ : ปวดท้องเฉียบพลันรุนแรงมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง อาจถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
อาการ : ปวดท้องเฉียบพลันรุนแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และมีไข้
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ฝี หนองในตับ
อาการ : ปวดท้อง แน่นท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลด กินอาหารไม่ได้ อาเจียน อาการแย่ลงเรื่อยๆ
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : เนื้องอกในกระเพาะอาหาร
อาการ : ปวดท้องแบบบีบๆ อยากถ่าย ปวดเป็นพักๆ ท้องอืด แน่นท้อง ท้องเสีย อาเจียน มีไข้ มีอาการไม่เกิน 7 วัน
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน
อาการ : ปวดท้องเรื้อรังแบบเป็นๆ หายๆ ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องเสีย ปวดท้องนานเกิน 3 สัปดาห์
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
อาการ : ปวดท้องแบบเฉียบพลัน ปวดท้องมาก คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะขัด ยาก และมีเลือดปน ไข้ขึ้นสูง
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : นิ่วในไต
อาการ : ปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ปวดร้าวไปถึงด้านหลัง ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นสูงและต่ำลงอย่างรวดเร็ว
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดท้องเฉียบพลันจากหลอดเลือดแดงใหญ่ปริหรือแตก
ปวดหลังแบบไหนที่ไม่ธรรมดา
อาการปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรงและหายเองได้
แต่อาการปวดหลังที่เป็นไข้หรือความผิดปกติของระบบปัสสาวะด้วย หรือปวดแบบไม่ทุเลาแม้จะนอนพักแล้วก็ตาม เจ็บปวดแบบเฉียบพลันแบบไม่รู้สาเหตุ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อและข้อ เช่นเนื้องอกของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่กระจายมาที่กระดูกสันหลัง ความผิดปกติของอวัยวะภายใน แล้วมีอาการปวดร้าวไปถึงหลัง เช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ การอักเสบหรือมีการติดเชื้อ เช่น วัณโรคกระดูกสันหลัง
สิ่งที่คุณต้องบอกแพทย์เมื่อปวดหลัง คือ รูปแบบการปวด ประวัติการปวด ช่วงเวลาการปวด ระยะเวลาปวด เช่นเดียวกับการเช็คอาการปวดหัว รวมทั้ง..
ตำแหน่งที่ปวด – ปวดทั้งแผ่นหลัง – กลางกระดูกสันหลัง – ปวดเอว – กดกล้ามเนื้อแผ่นหลังแล้วเจ็บ – อื่นๆ
อาการ – ปวดเมื่อยตามตัว – ปวดตามกล้ามเนื้อ – ปวดร้าวหลังและไหล่ – อื่นๆ
อาการร่วม – มีไข้ – ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน – รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ – คลื่นไส้อาเจียน – เบื่ออาหาร – ความดันเลือดสูง – อื่นๆ
อาการ : ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อตึงตัว เคลื่อนไหวลำบาก หลังยกของหรือทำงานหนัก
โรค : ปวดหลังแบบธรรมดา
อาการ : ปวดเสียว กล้ามเนื้อกระตุก ปวดเหมือนไฟฟ้าช็อต
โรค : เส้นประสาทอักเสบ
อาการ : มีไข้สูงลอย 2-7 วัน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีอาการไอ เจ็บคอ มีจุดแดงขึ้นตามตัว
โรค : ไข้เลือดออก
อาการ : มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เจ็บหน้าอก รู้สึกอ่อนเพลีย
โรค : ไข้หวัดใหญ่
อาการ : ปวดหลัง ปวดเอว มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแสบปวดร้อนขณะถ่ายปัสสาวะ
โรค : ไตและกรวยไตอักเสบ
อาการ : ปวดเหนือบั้นเอวทั้งสองข้าง อาจคลำพบก้อนบริเวณไต มีเลือดปนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง
โรค : ถุงน้ำในไต
อาการ : ครั่นเนื้อครั่นตัว ทางเดินอาหารผิดปกติ มีไข้ ปวดรุนแรงและเรื้อรังตามเส้นประสาท มีผื่นแดงและตุ่มน้ำขนาดเล็ก
โรค : งูสวัด