ทำไมคนเราต้องกิน 3 มื้อ

วันอาทิตย์ เม.ย. 12, 2009

Q :? เหตุใดคนเราต้องรับประทานอาหาร? 3? มื้อ เพราะระบบย่อยในร่างกาย? ของคนเราย่อยทุก?? 3- 4? ชั่วโมงหรืออย่างไรคะ

A :? ระบบย่อยในร่างกายทำงานได้ทุกเวลาที่มีอาหารเข้าไประบบจะเห็นว่าหากตื่นมาตอนตีสามแล้วหาข้าวต้มกิน? ระบบก็ยังย่อยได้? แต่คนเรากินอาหารเป็นมื้อก็เพราะอาหารที่ได้รับจะมีปริมาณมากกว่าความต้องการแต่ละเวลาเสมอร่างกายของทั้งมนุษย์และสัตว์จึงพัฒนาระบบย่อย? ระบบใช้? ระบบเก็บสะสมขึ้นให้สอดคล้องกับพฤติกรรม

?????????????? ส่วนการกินสามมื้อของคนเรานั้นมาจากสองปัจจัย? คือ? ร่างกายเรียกร้องบวกกับวัฒนธรรม? ซึ่งวัฒนธรรมในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เป็นความนิยมและปฏิบัติติดต่อกันมาจนกลายเป็นการยอมรับ มื้อเช้าเป็นมื้อที่กินกันมาแต่ยุคอดีตกาล? เกิดขึ้นเพราะการเรียกร้องของร่างกาย? ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงจนทำให้ร่างกายต้องหาน้ำตาลเข้าไปเติม? อาหารมื้อเช้าจึงเป็นมื้อหลักที่มนุษย์รู้จักมานาน? ตื่นขึ้นมาก็ต้องแสวงหาอาหารมารองท้อง มีแต่มื้อกลางวันและมื้อเย็นเท่านั้นแหละที่กลายมาเป็นวัฒนธรรมความเคยชินของมนุษย์? ตั้งแต่ยุคที่เริ่มสร้างอารยธรรม

?????????????? คนเราไม่กินมื้อกลางวันก็ไม่มีปัญหา? เพราะการกินอาหารเช้าที่พอเหมาะจะทำให้เลือดมีระดับน้ำตาลในเลือดที่เพียงพอไปเลี้ยงสมองได้นานกว่า? 12? ชั่วโมง? จากนั้นอาจจะต้องเติมน้ำตาลให้เลือดอีกสักครั้งไม่อย่างนั้นร่างกายจะสร้างกรดประเภทคีโตนขึ้น? เพื่อใช้ทดแทนน้ำตาล? หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ? เป็นระยะเวลานาน ๆ? ปัญหาอาจจะตามมาได้

?????????????? ในข้อเท็จจริง? มนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ต้องการพลังงานวันละ? 1,500 ? 2,500? กิโลแคลอรี่? จะแบ่งเป็นกี่มื้อก็แล้วแต่ความเคยชินของแต่ละวัฒนธรรม? อย่างเช่น? คนอเมริกา? คนยุโรป? กิน อาหารดึก? ตอนเย็นอาจจะหิว? ก็ต้องแถมด้วยมื้อเย็นเล็กที่เรียกว่า? supper? ทำให้บ่อยครั้งที่มีอาหารสี่มื้อ? ปัจจุบันเทคโนโลยีอาหารก้าวหน้าไปมาก? ธุรกิจการค้าแข่งขันรุนแรง? อาหารสามมื้อจึงเริ่มจะไม่พอ? จะเห็นว่าคนกินอาหารมื้อเล็กมื้อน้อยระหว่างมื้อใหญ่จนเคยชิน? กลายเป็น วัฒนธรรมการกินอาหารว่าง? ตอนสายตอนบ่ายต้องดื่มกาแฟ? ชา? กินคุกกี้? ปฏิบัติกันจนเป็นปกติ

ที่มา : Health & Cuisine


ประโยชน์จากฉลากอาหาร

วันศุกร์ เม.ย. 10, 2009

Q :? คำว่าฉลากอาหารต่างจากฉลากโภชนาการตรงไหน

A :? ไม่ยากเลย? ทั้งฉลากอาหารและฉลากโภชนาการคือ? ฉลากที่กำกับอยู่บนผลิตภัณฑ์อาหารตามข้อกำหนดของ? อย.

?????????????? ฉลากอาหารคือรายการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารที่เอามาระบุไว้บนฉลาก? ยกตัวอย่างเช่น? ขนมปังทำจากแป้งสาลี? ผสมไข่ไก่? นม? น้ำตาลเล็กน้อย? ใส่ผงฟูนิดหน่อย? เมื่อผลิตออกมาแล้ว? หากจะแสดงเป็นฉลากอาหารก็ต้องระบุว่าขนมปังชนิดนี้มีอาหารหรือวัตถุดิบเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ? อาจจะแจงเพิ่มเติมด้วยว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดมีปริมาณเท่าไหร่? กี่กรัม? กี่เปอร์เซ็นต์? ฉลากอาหารนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าอาหารที่ตนเองกินอยู่นั้นมีอาหารหรือวัตถุดิบชนิดไหนบ้างเป็นองค์ประกอบ

?????????????? ส่วนฉลากโภชนาการเป็นเรื่องของคุณค่าของอาหารที่ร่างกายจะได้รับ? ตัวอย่างเช่น? ฉลากโภชนาการของขนมปังที่กล่าวถึงข้างต้นจะต้องแจกแจงว่ามีแป้ง? หรือคาร์โบไฮเดรตกี่ส่วน? ไขมัน? โปรตีน? วิตามิน? เกลือแร่? เท่าไหร่? ฉลากโภชนาการให้ประโยชน์มากมายเป็นต้นว่า? ผู้ที่จำกัดเกลือ? เมื่อได้เห็นปริมาณเกลือหรือโซเดียมในอาหารจะได้ระวังตัวไว้

ที่มา : Health & Cuisine


เรื่อง ?สิว? ไม่ขี้ประติ๋ว

วันเสาร์ มี.ค. 28, 2009

ผ่านพ้นวัยแตกเนื้อสาวมาก็หลายปีแล้ว? คุณคงคาดหวังว่าร่างกายปรับตัวเจริญเติบโตเข้าที่เข้าทาง? ปัญหาของวัยรุ่นอย่างเช่นไขมัน (babyfat)? คงหมดไป? รวมทั้ง? ?สิวสาว?? ด้วย แต่ทว่าในความเป็นจริง อายุก็ขึ้นเลขสามแล้ว? ทำไมเจ้าสิวหัวขาว ๆ? ยังตามเล่นงานคุณไม่หาย? และที่สำคัญ? คือ? ไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร

?????????????? ในบรรดาปัญหาที่เกิดกับผิวหนัง? ก็ดูจะเป็น? ?สิว?? นี่แหละที่สร้างความกังลงใจให้ผู้คนบ่อยที่สุด? คงต้องย้อนมาดูว่า? สิวเกิดขึ้นได้จากสาเหตุใด? ต้นตอหลักนั้นคือฮอร์โมนแอนโตรเจน? ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย? (ที่มีอยู่ในทั้งผู้ชายและผู้หญิง)? ร่างกายช่วงวัยรุ่นจะผลิตฮอร์โมนนี้ออกมามากกว่าวัยอื่นฮอร์โมนตัวนี้เองที่กระตุ้นให้ต่อมน้ำมันที่ผิวหนังขยายใหญ่และผลิตน้ำมันที่เรียกว่า ?ซีบัม?? (Sebum)? ซึ่งจะถูกระบายออกมาตามรูขุมขน? ช่วยบำรุงให้ผิวและผมของเราเงางาม

?????????????? แต่ถ้าซีบัมผลิตออกมามากเกินไป? ก็จะทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันเพราะการจับตัวของซีบัมกับเซลล์หนังกำพร้าชั้นนอก? ก่อให้เกิดการหัวสิวได้? และถ้ามีการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ผิวหนังด้วยแล้ว? ก็จะทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบและตุ่มแดงเป็นหนอง

?????????????? ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า? นอกจากฮอร์โมนซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการผลิตซีบัมแล้ว ก็ยังมีสาเหตุ อื่น ๆ? อีก? ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวคุณ? คงเป็นคำตอบได้ว่า? ทำไมแม้พ้นช่วงวัยรุ่นที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่านแล้วคุณก็ยังคงเป็นสิว

?????????????? สิวไม่ใช่แค่ปัญหาความงาม? แนวทางธรรมชาติบำบัดถือว่าสิวเป็นอาการที่เกิดจากการขาดความสมดุลหรือความผิดปกติภายใจ? ซึ่งร่างกายพยายามกำจัดสารพิษสะสมออกไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่ว่าเป็นต้นเหตุนั้นก็ได้แก่ ? ความเครียด? การรับมลพิษมาก ๆ? รับประทานอาหารไม่ได้สัดส่วนสมดุล? การขาดแร่ธาตุบางอย่าง? รวมไปถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ? เป็นต้น? ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย? ภูมิชีวิต หรือ? Immume? System? ไม่ดี? ในที่สุดก็เกิดสิวขึ้นนี่เอง

?????????????? บางคนไม่เคยสังเกตไลฟ์สไตล์ของตัวเองคิดว่าสิวเป็นแค่เรื่องภายนอก? ก็แก้ไขด้วยการใช้ยาแก้สิงลูกเดียว? นอกจากเสียเงินแล้วคุณรู้ไหมว่ายาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงแถมยังทำอันตรายต่อผิวของคุณได้อีกด้วย? จึงขอเชิญชวนให้แก้สิวด้วยวิธีธรรมชาติดีกว่า

กินดี? ไม่มีสิว

?????????????? วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดสามารถช่วยให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายสมดุล

  • วิตามินเอ? เป็นตัวที่สำคัญที่สุดของสุขภาพผิว? ช่วยลดการผลิตซีบัมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม? วิตามินเอมีมากในฟักทอง? แครอท? มะละกด? ตำลึง? กล้วย? มัน
  • วิตามินบี? 6? ช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนควบคุมการเกิดสิว? โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน? หรือวัยหมดประจำเดือน? มีมากในกล้วย? ข้าวบาร์เลย์? อะโวคาโด? ข้าวกล้อง? เมล็ดทานตะวัน? มัน? ถั่วชิกพี? ปลาแซลมอน
  • สังกะสี? ช่วยสร้างเซลล์ใหม่และควบคุมการเกิดสิว? ลดซีบัม? และทำให้การดูดซึมวิตามินเอดีขึ้น? สังกะสีมีมากในข้าวบาร์เลย์? จมูกข้าวสาลี? เมล็ดฟักทอง
  • โอเมก้า 3?? เป็นกรดไขมันที่มีผลอย่างมากต่อสุขภาพผิว? ทำให้ซีบัมน้อยลง? ลดโอกาสการอุดตัน? มีมากในปลาทูน่า? แซลมอน? น้ำมันถั่วเหลือง? และจมูกข้าวสาลี

?????????????? นอกจากอาหารเสริมที่ดีต่อผิวแล้ว? พฤติกรรมบางอย่างก็ต้องปรับเปลี่ยนด้วยถ้าอยากจากลาสิว

  • จำกัดน้ำตาลและอาหารประเภทน้ำตาล? โดยเฉพาะน้ำตาลขาว? ซึ่งไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ? และร่างกายต้องใช้แร่ธาตุสำรอง? ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญของผิวอย่างโครเมียมและสังกะสีในการย่อยมัน
  • งดอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันมาก ๆ? อย่าง? เนย? นม? เนื้อแดง? อาหารทอดทั้งหลาย? รวมทั้งไขมันชนิดที่เติมไฮโดรเจนสูง ๆ อย่างเช่นมาร์การีน
  • เน้นรับประทานผักและผลไม้สดให้มาก? รวมทั้งอาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านการดัดแปลง? เช่น? ข้าวกล้อง? ธัญพืชไม่ขัดขาว

?????????????? จะเห็นว่าทั้งอาหารและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิต? เพื่อลดการเกิดสิวก็ไม่ต่างจากคำแนะนำเพื่อการมีสุขภาพที่ดีโดยรวมนั่นเอง? เพราะสิวเป็นข้อบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังเกิดการเสียสมดุล และเจ้าเม็ดเล็ก ๆ? บนหน้ากำลังขอความช่วยเหลือให้คุณรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน? ก่อนที่จะเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ? ตามา?

?????????????? เรื่องสิวจึงไม่ใช่เรื่องปะติ๋วอีกต่อไป

??????????????

ที่มา : Health & Cuisine


ไคโรแพรคติก

วันศุกร์ มี.ค. 27, 2009

คำตอบของสุขภาพคนเมือง

?????????????? ในสหรัฐอเมริกา? สาเหตุที่ทำให้คนขาดขานมาที่สุด? คือ? อาการปวดหลังเรื้อรัง? ซึ่งมักเกิดจากสภาพการใช้ชีวิตแบบคนเมืองยุคนี้? เช่น? การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน? ขาดการออกกำลังกาย? มีความเครียดเป็นประจำ? ฯลฯ? จึงมีการวิจัยว่าวิธีการรักษาแบบใดดีที่สุด? คำตอบ? คือ? ไคโรแพรคติก? (Chiropractic)? รักษาได้ผลสูงถึง? 90? เปอร์เซ็นต์? ปัจจุบันศาสตร์การบำบัดนี้กลายเป็นสาขาการดูแลสุขภาพที่ใหญ่เป็นอันดับที่? 2? ของสหรัฐอเมริกา

?????????????? ไคโรแพรคติก? (Chiropractic)? ?? มาจากภาษากรีก? คำว่า? ?Cheir?? และ? ?Praktikas?? มาผสมกัน? รวมความหมายก็คือ? ?รักษาด้วยมือ?? ย้อนหลังไปเมื่อปี? ค.ศ. 1895? (พ.ศ. 2438)? ในประเทศสหรัฐอเมริกา? ด็อกเตอร์แดเนียล? เดวิด? พาลเมอร์? ได้พบว่าการจัดกระดูก? สันหลังชิ้นหนึ่งที่สันหลังให้กลับสู่ตำแหน่งปกติ? ทำให้คนไข้หูตึงสามารถกลับมาได้ยินอีกครั้งหนึ่ง? เขาค้นพบหลักความจริงที่ว่า? กระดูกสันหลังนั้นเป็นจุดศูนย์กลางของกลไกของการเคลื่อนไหวของรางกาย? หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นในบริเวณนี้? อาจมีผลกระทบต่อระบบประสาทซึ่งควบคุมร่างกายทั้งหมดของเรา? ดร.โอ๊ต? บูรณะสมบัติ? Chiropractic? Physician? และ ประธานชมรมไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย? อธิบายเสริมให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า

?????????????? ?ไม่ว่าจะเป็นอุบิตเหตุหรืออะไรก็ตามที่ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไปอยู่ผิดที่ผิดทางนั้น? กระดูกอาจไปกดทับเส้นประสาทได้? หรือแม้แต่ความเครียดที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อบีบตัวจนช่องที่รากประสาทออกมามันแคบเกินไปก็จะทำให้ระบบประสาททำงานไม่เต็มที่เหมือนเวลาเปิดสวิตซ์?? กระแสไฟฟ้าก็จะวิ่งลงไปทำให้หลอดไฟสว่าง? ถ้าไฟฟ้าลัดวงจรหรือสายขาด? กระแสไฟวิ่งต่อไปไม่ได้? หลอดไฟก็ไม่ติด? คนไม่รู้สาเหตุก็พยายามเปลี่ยนหลอดไฟ? เปลี่ยนกี่หลอดก็ยังไม่ติด? เพราะปัญหาอยู่ที่สาย?? เช่นเดียวกับการกินยาไม่รู้กี่ขนาน? อาการปวดก็ไม่หาย? เพราตัวปัญหาไม่ได้ถูกแก้? วิธีการจัดกระดูกสันหลังของไคโรแพรคติกจึงเปรียบเหมือนการแก้ปัญหาที่ตัวสายไฟนั่นอง?

?????????????? ทุกวันนี้ไคโรแพรคติกเป็นการรักษาที่หลายคนถามหา? โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่? เพราะอะไร…

?????????????? อาการปวดหัวข้างเดียว? ปวดหัวตื้อ ๆ เวียนศีรษะ? กล้ามเนื้อตึง? ปวดคอ? ปวดไหล่? อาการคล้ายเป็นเหน็บ? อาการชาตามแขน? ขา ปวดตามข้อต่าง ๆ? อาการเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการเกิดการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของกระดูกและข้อ

?????????????? ถ้ามาพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้ตำแหน่งกระดูกเคลื่อน? จะพบว่าปัจจัยแวดล้อมและการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เป็นที่มาได้อย่างดี? เช่น? การผจญกับความเครียด? การอยู่ในอิริยาบถเดียวยาน ๆ? อย่างการนั่งประจำที่อยู่ในสำนักงาน? การใช้เวลาขับรถวันละหลายชั่วโมง? การยืนบนรถเมล์ครั้งละ? 3 ? 4? ชั่วโมง? การเดินช็อปปิ้งทั้งวัน? การคุยโทรศัพท์ไม่ว่าจะด้วยท่าปกติหรือทาเอียงคอยกไหล่หนีบโทรศัพท์? การนอนผิดท่า? กานั่งไขว่ห้าง?? การอยู่ในอิริยาบถเดียวเป็นเวลานาน ๆ? รวมถึงการทรงตัวที่ไม่ถูกต้อง? การยกของหนักโดยไม่ถูกวิธี? ทั้งหมดนี้อยู่ในชีวิตประจำวันเป็นสาเหตุง่าย ๆ? ที่อาจทำให้ข้อกระดูกสันหลังเคลื่อนผิดตำแหน่งได้? นอกเหนือไปจากอุบัติเหตุและหรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

การรักษา

?????????????? แพทย์ไคโรแพรคติกจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติการเจ็บป่วย? รวมถึงประวัติชีวิตนิสัยใจคอ? พฤติกรรมต่าง ๆ? ซึ่งจะถูกซักถามอย่างละเอียด? จนคนไข้หลายคนไม่เข้าใจคุณหมอโอ๊ตให้เหตุผลว่า? จำเป็นอย่างยิ่งที่คนไข้ควรร่วมมือในการตอบคำถาม? เพราะจะทำให้ค้นหาสาเหตุของอาการได้แม่นยำขึ้น? ตัวอย่างเช่น? คนไข้คนหนึ่งปวดหัว? ปวดคอโดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร? พอทราบประวัติก็รู้ว่ามีอาชีพเป็นเลขาฯ? ต้องรับและคุยโทรศัพท์ทั้งวัน? ทำงานแบบนี้มาเป็นสิบ ๆ ปี? คนไข้อีกคนมีนิสัยชอบนั่งไขว่ห้างมาก? พออายุมากก็ปวดเข่า? เกินกะเผลกมาให้รักษา? เพราะสะโพกเริมบิดไปข้างหนึ่ง ถ้าเราไม่รู้พฤติกรรมตรงนี้ของเขา? ก็จะไม่สามารถบอกให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม? การรักษาก็จะไม่ค่อยได้ผล

?????????????? อุบิตเหตุหรือการได้รับบาดเจ็บในอดีต? เช่น? ในวัยเด็กอาจจะตกเปล? หรือถูกอุ้มแล้วหล่นลงมา? ล้มกระแทกตอนหัดเดิน? ทำให้กระดูกสันหลังได้รับความกระทบกระเทือน? ก็อาจเป็น สาเหตุของอาการปวดต่าง ๆ? เมื่อโตขึ้นได้

?????????????? ขั้นต่อมา? คือ? การตรวจร่างกาย? ทั้งทางกล้ามเนื้อ? กระดูก? และระบบประสาท? รวมถึงการเช็คลักษณะโครงสร้างร่างกายที่ผิดปกติไปจนถึงการอ่านฟิล์มเอกซเรย์คนไข้เพื่อช่วยในการวินิจฉัย? เพราะข้อจำกัดของการรักษาด้วยไคโรแพรคติกอย่างหนึ่งคือสภาพของกระดูกคนไข้ อย่างคนสูงอายุ? ต้องเอกซเรย์ดูก่อนว่ากระดูกเปราะบางหรือเสื่อมมากน้อยแค่ไหนหรือถ้าได้รับอุบัติเหตุ? มีกระดูกหัก? ก็ต้องให้ศัลยแพทย์รักษาก่อน

?????????????? เมื่อวินิจฉัยโรคและการบำบัดรักษาตามแบบไคโรแพรคติกแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะใช้มือจัดกระดูกสันหลังให้การเรียงตัวของกระดูกสันหลังและข้อต่าง ๆ? เข้าที่หรือกลับสู่สภาวะปกติ? เพื่อช่วยรักษาความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย? ทำให้การเคลื่อนไหวและระบบประสาททำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ใช้ยา? เข็ม? หรือการผ่าตัด? นอกจากบางครั้งที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ไคโรแพรคติก บางอย่างช่วยจัดกระดูกสันหลังหรือลดการเจ็บปวดของคนไข้

?????????????? สำหรับระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับว่าอาการรุนแรงเพียงใด? เป็นมานานแค่ไหนร่างกายของคนไข้มีความสามารถในการรักษาตัวเองมากเพียงใด? และคนไข้ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัดหรือไม่? แพทย์ไคโรแพรคติกจะไม่รักษาเพียงแค่อาการ? แต่จะให้พูดคุยถึงการปรับพฤติกรรม? การผ่อนคลายจิตใจ? แนะนำการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องโภชนาการที่เหมาะสม? เพราะทั้งระบบโครงสร้าง? สภาวะจิต?? และสารเคมีต่าง ๆ? ในร่างกายนั้นมีความสัมพันธ์กันที่จะเกื้อหนุนให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น

?????????????? ทุกวันนี้ยังมีคนไทยอีกมากที่เข้าใจผิดว่าการดูแลกระดูกเป็นเรื่อของคนสูงอายุหรือคนพิการเท่านั้น? การแพทย์ไคโรแพรคติกในประเทศไทยจึงยังไม่แพร่หลายนักทั้งที่เข้ามาในเมืองไทยกว่าสิบปีแล้ว? มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อย? และเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่ควรไดรับการส่งเสริม เพราะผู้ที่ยังไม่พบอาการใด ๆ? ก็ควรเข้ารับการตรวจเช็คระบบประสาท? อย่างน้อยปีละ? 1 -2? ครั้ง เช่นเดียวกับตรวจร่างกายถ้ารอจนพบอาการผิดปกติก็จะทำให้การรักษาลำบากและใช้เวลานานขึ้น

Read the rest of this entry »


ลาก่อนความอ่อนแอ

วันพฤหัส มี.ค. 26, 2009

เพราะผู้หญิงไม่ได้ถูกสั่งสอนมาว่า? ?ให้ใครเห็นน้ำตาไม่ได้?? เหมือนลูกผู้ชาย? เมื่อมีใครทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ? น้ำตาก็รินไหลบ้างเป็นธรรมดา

?????????????? แม้ว่าการร้องไห้จะเป็นวิธีปลดเปลื้องอารมณ์เศร้าหมองและระบายความอัดอั้นตันใจได้วิธีหนึ่ง? แต่มั่นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สาเหตุอีกทั้งการร้องให้บ่อย ๆ? ยังเป็นการตอกย้ำความอ่อนแอในจิตใจ ยิ่งร่างกายคนเรามีระบบบริหารแบบ? ?จิตเป็นนาย? กายเป็นบ่าว?? ด้วยแล้ว? อาการเจ็บป่วยทางกายอันเนื่องมาจากจิตใจป่วยก็อาจถามหาได้

ฉุดตัวเองออกจากความอ่อนแอ

  • มีสติเป็นที่ตั้ง?

?????????????? เมื่อเกิดความเศร้าหมองหรือมีเรื่องเลวร้ายมากกระทบจิตใจ? อย่าร้องไห้ฟูมฟายและจมปลักอยู่กับอารมณ์เศร้านั้นเป็นอันขาด? ถึงตอนนี้คุณควรทำตัวเป็นนักสืบที่ต้องวิเคราะห์? สืบสาวหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงโดยใช้สติ? แล้วหาวิธีแก้ที่ถูกต้องและเป็นไปได้มากที่สุด? อย่าปล่อยให้ความเศร้ากำหนดทางออกผิด ๆ? เช่น? ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

  • สวมหัวใจนักสู้

?????????????? วิธีสร้างพลังเมื่อรู้สึกท้อแท้หมดหวังที่ได้ผลดี? คือ? การมองคนที่ย่ำแย่กว่าตัวเอง? แต่ มันจะไม่ได้ผลเลยถ้าเอาแต่เผ้าดูความอ่อนแอของผู้อื่น? โดยไม่ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ถึงเวลาที่คุณต้องสวมวิญญาณนักสู้??? (หลังจากสวมบทบาทนักสืบ)? แล้วละค่ะ? ถือเสียว่าสิ่งที่ผ่านมาคือบทเรียนอันมีค่าและคุณจะไม่ก้าวพลาดอีก

  • อย่าฟังคำนินทา?

?????????????? ไม่ว่าพวกเขากำลังพูดถึงคุณหรือใครอยู่ก็ตาม? ขึ้นชื่อว่าคำนินทาแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่? ปล่อยให้ผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปเลย? เพราะคำเหล่านี้จะบั่นทอนกำลังใจของคุณเอง

  • มองเสียใหม่?

?????????????? เชื่อหรือไม่ว่าเรื่องเลวร้ายที่ทำให้เราฟูมฟายแทบตายมีสิ่งดี ๆ? แฝงอยู่อย่างน้อยก็เป็นการสอนสัจธรรมแห่งชีวิตว่าความสุขไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา? ยามใดที่รู้สึกสบายใจก็ควรทำตัวเบิกบานแล้วซึมซับอารมณ์นั้นอย่างเต็มที่? เป็นการเปิดโอกาสให้สารแห่งความสุขได้หลั่งด้วยไงค่ะ ฉะนั้นจงมองเรื่องเหล่านั้นเสียใหม่ในแง่มุมที่ดีขึ้นหรือมองมุมกลับเป็นเรื่องขำขันไปเลยยิ่งดี

  • สร้างภูมิคุ้มกันในใจ

?????????????? การเอาชนะความอ่อนแอที่เกาะกุมหัวใจอย่างเหนียวแน่นนั้น? จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งคุณอาจใช้วิธีฝึกสมาธิ? อ่านหนังสือประเภทให้กำลังใจ? หรือปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่? มองโลกอย่างเข้าใจว่าไม่มีอะไรแน่นอน? ดั่งหลักธรรม? ?อนิจจัง? ทุกขัง? อนัตตา?? ถ้าเข้าถึงสามคำนี้ได้? คุณจะมีคาถาประจำตัวที่วิเศษสุดทีเดียว

Read the rest of this entry »


ผักเค็ด (ผักหวานบ้าน)

วันอังคาร ธ.ค. 2, 2008

เนื่องจากในเมืองไทยมีผักหวานป่า? ผักหวานบ้าน? ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น? และมีผักหวานบ้านอีกชนิดหนึ่ง ที่ควรรู้จัก? แต่มีชื่ออื่นๆ? ว่าผักเค็ด? ผักเคล็ด? อันดาดาสิ (ฟิลิปปินส์)
ผักหวานบ้าน Senna sophera (L.) Roxb.? วงศ์ Leguminosae-Caesalpinioideae
พบได้ทั่วไปในดินแดนแถบศูนย์สูตร? มีถิ่นกำเนินจากทวีปอเมริกา

Read the rest of this entry »


นัดทำความรู้จักกับ ?Nuts?

วันอังคาร ธ.ค. 2, 2008

?(Nuts)? หรือถั่วเปลือกแข็ง? มีเปลือกที่แข็งมากต้องกะเทาะเปลือกออกก่อนจึงจะได้กินเม็ดถั่วอันโอชาที่ซ่อนอยู่ข้างใน? ซึ่งส่วนมากต้องนำเข้าจากเมืองนอก? วันนี้ ฤกษ์ดี H&C ขอนัดแนะพาไปรู้จักมักจี่กับนัทให้มากขึ้น
ถั่วลิสง (Peanuts)

Read the rest of this entry »


ใครว่า กินเสียงดังเสียมารยาท

วันอังคาร ธ.ค. 2, 2008

การกินอาหารของแต่ละชาติมีลักษณะแตกต่างกันไป? เริ่มด้วยธรรมเนียมการกินก๋วยเตี๋ยวของคนญี่ปุ่น? หากใครพึงใจในรสชาติให้สูดเส้นเสียงดังเพื่อเป็นการชม? คล้ายกับคนจีนที่ต้องเคี้ยวข้าวให้เสียงดังเพื่อชมเชยฝีมือคนปรุงส่วนการกินอีกแบบที่ต้องเสียงดังคือ? การ slurp (สเลิร์ป) กาแฟ? เพราะเวลาสูดกาแฟเข้าไปพร้อมกับลม? ลมจะช่วยตีน้ำกาแฟให้กระจายทั่วกระพุ้งปาก? จึงรับรสได้ทั่วถึง
ต่อไปถ้าได้ยินคนโต๊ะข้างๆ กินเสียงดัง? เข้าล็อกอย่างที่ว่ามา? ก็ขออย่าได้เคืองขุ่นกับเสียงชมที่ดังไปหน่อยเลย

ที่มา :? นิตยสาร HEALTH & CUISINE


ชีส ขึ้นรายังใช้ได้ไหม

วันอังคาร ธ.ค. 2, 2008

ชีส่อนที่ขั้นราแล้วควรทิ้งเลย? แต่ชีสแข็งที่ผิวด้านนอกขึ้นรายังไม่มาก? อาจขูดผิวนอกทิ้งแล้วใช้ต่อได้? อายุของชีสจะแตกต่างกัน Soft cheese เช่น มอชชาเรลลา? กลอมองแบร์? รีคอตต้า ฯลฯ? เก็บได้ตั้งแต่ 10 วันถึง 3 สัปดาห์? ส่วน Semihard cheese เช่น เชดดาร์ ฟิกอลิโน? สกามอซา ฯลฯ เก็บได้ตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป
ส่วนวิธีเก็บนั้น? ควรเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ? 4? องศาเซลเซียส? ในภาชนะที่กันอากาศ? และไม่ควรเก็บในช่องแช่แข็ง? เพราะจะทำให้น้ำกับไขมันในชีสแยกตัว

ที่มา :? นิตยสาร HEALTH & CUISINE


สารพัดชื่อ เครื่องดื่มที่ควรรู้

วันอังคาร ธ.ค. 2, 2008

เครื่องดื่มที่มีอยู่มากมายจัดเป็นหมวดหมู่ได้สองประเภทเท่านั้น? คือ
Hard-drink? เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสม? เช่น? ไวน์? บรั่นดี? ค็อกเทล
Soft-drink? เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์? เช่น? น้ำส้มคัน? นมสด? น้ำอัดลม
ส่วน Punch ชื่อเครื่องดื่มคุ้นหูก็ละม้ายคล้ายกันแยกย่อยได้เป็นอีกสองประเภท คือ
Cocktail เป็นพั้นซ์ที่มีแอลกอฮอล์? เช่น? สกรูไดรเวอร์? ใช้น้ำส้มผสมกับวอดก้า? แซงเกรีย? ไวน์แดงผสมกับน้ำผลไม้อะไรก็ได้
Mocktail? ซึ่งก็คือ? non-alcoholic cocktail นั้นเอง? มักดัดแปลงสูตรมาจากค็อกเทล? แต่ตัดส่วนผสมแอลกอฮอล์ออกจึงนิยมเติมคำว่า virgin เข้าไปหน้าชื่อค็อกเทล? เช่น Virgin Mojito พั้นซ์รสมินต์? หรือ Virgin Berry Sweetheart ที่ผสมจากน้ำแครนเบอร์รี่และน้ำแอ๊ปเปิ้ล
ยังมีอีกสองคำที่คล้าย ทว่าแตกต่างกันคือ? Tonic water และ Soda water โซดา? คือ? น้ำเปล่าหรือน้ำแร่ที่เติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์? ส่วนโทนิก? คือน้ำโซดาที่เพิ่มกลิ่นควินินรสฝาดขมนิดๆ เข้าไป? ช่วยให้รสชาติซาบซ่านลึกล้ำมากขึ้นทั้งสองชนิดนิยมใช้ผสมในค็อกเทลและม็อกเทลดื่มหลังอาหาร? เช่น? ยินโทนิก? เลมอนโซดา
คราวหน้าเวลาสั่งเครื่องดื่มจะได้หมดปัญหาเมาแบบไม่รู้ตัวไปได้เปลาะหนึ่ง

ที่มา :? นิตยสาร HEALTH & CUISINE